
หั่นแนวโน้มการเติบโตค้าโลก คาดปีนี้โตไม่ถึง4%
การค้าโลกซบ ดับเบิ้ลยูทีโอตัดลดแนวโน้มการขยายตัวของการค้าทั่วโลกทั้งในปีนี้และปีหน้า
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
การค้าโลกซบ ดับเบิ้ลยูทีโอตัดลดแนวโน้มการขยายตัวของการค้าทั่วโลกทั้งในปีนี้และปีหน้า นักวิเคราะห์ชี้ปรากฏการณ์ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าทำให้หลายชาติได้ประโยชน์ อีกหลายชาติกำลัง
เจ็บหนัก
องค์การการค้าโลกตัดลดแนวโน้มการเติบโตของการค้าโลกในปีนี้ ลงมาอยู่ที่ 3.3% จากเดิมที่ 4% หลังจากที่ปริมาณการค้าโลกนั้นอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังมีปัญหาทางด้านความตึงเครียดจากภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น การเติบโตของการค้าโลกในปีที่แล้วยังมีการขยายตัวอยู่ที่ 2.8% เท่านั้น พลาดเป้าที่วางเอาไว้เมื่อเดือน ก.ย.ที่ 3.1%
“การเติบโตของการค้าโลกนั้นน่าผิดหวังในช่วงปีที่ผ่านมา อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการอ่อนแอของจีดีพีโลกที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาจากวิกฤตการเงิน” โรแบร์โต อาเซ เซโด ผู้อำนวยการดับเบิ้ลยูทีโอ กล่าว
บิ๊กบอสใหญ่การค้าโลก ย้ำด้วยว่า ในอนาคตข้างหน้านั้นคาดว่าการค้าโลกจะฟื้นตัวได้อย่างเชื่องช้า เนื่องจากสถานการณ์ยังคงเปราะบางอยู่ และยังมีความเสี่ยงจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์
“ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาค รวมไปถึงการระบาดของอีโบลาในแอฟริกาตะวันตกด้วย” ดับเบิ้ลยูทีโอ ระบุ
ทั้งนี้ ถือว่าการเติบโตของการค้าโลกนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 3% ติดต่อกันนาน 3 ปีแล้ว ถึงกระนั้นก็ตาม ดับเบิ้ลยูทีโอคาดการณ์ว่า การค้าโลกจะกลับมาเติบโตได้ที่ระดับ 4% ในปีหน้า
การคาดการณ์แนวโน้มสำหรับในปีนี้นั้น ดับเบิ้ลยูทีโอได้ทำการประเมินบนสมมติฐานว่าจีดีพีของเศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัวอยู่ที่ 3% ขณะที่จีดีพีโลกจะขยายตัวได้มากกว่านั้นในปีหน้า ซึ่งทางด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะเปิดเผยรายงานการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว ไอเอ็มเอฟได้คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวที่ 4.6% ในปี 2014 และ 5.8% ในปีนี้ ก่อนที่จะปรับลดการคาดการณ์ดังกล่าวทั้งหมดในเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว
ขณะเดียวกัน บลูมเบิร์กรายงานว่า ปรากฏการณ์การแข็งค่าอย่างต่อเนื่องของค่าเงินเหรียญสหรัฐนั้นยังคงเป็นที่จับตาของนักวิเคราะห์ทั่วโลก โดยมีหลายชาติที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักและไม่ได้ประโยชน์จากปรากฏการณ์ในครั้งนี้ ขณะที่อีกหลายชาติก็กลับได้ผลประโยชน์มากขึ้นเช่นกัน
เป็นที่แน่ชัดว่า การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐนั้นได้บั่นทอนศักยภาพการแข่งขันทางการค้าของประเทศที่ใช้เงินสกุลนี้ ซึ่งก็คือสหรัฐเอง รวมไปถึงอีกหลายประเทศที่อัตราแลกเปลี่ยนนั้นถูกผูกติดไว้กับค่าเงินเหรียญสหรัฐ เช่น เงินหยวนของจีน เป็นต้น ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาค่าเงินเหยวนก็แข็งค่าตามขึ้นเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น ได้ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายประเภทตกต่ำลงและส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ เช่น บราซิล รวมไปถึงยังส่งผลกระทบรุนแรงกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่หลายบริษัทเอกชนทำการกู้ยืมในรูปของสกุลเงินเหรียญสหรัฐ
“การเกิดใหม่ของวิกฤตเศรษฐกิจช่วงปี 1998-1999 นั้นดูเหมือนว่าจะไม่เกิดขึ้น แต่ทว่าในบางจุดก็ถือว่ามีความเสี่ยงยากมากสำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่” อดัม สเลเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากออกซฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ให้ความเห็นและคาดว่า การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐนั้นจะฉุดให้กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เติบโตได้เชื่องช้ามากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 อีกด้วย
ขณะที่กลุ่มประเทศที่ได้ประโยชน์นั้น รายงานระบุว่า กลุ่มประเทศยูโรโซนและญี่ปุ่นกำลังได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐอย่างยิ่ง เนื่องจากภาคเอกชนของทั้งยุโรปและญี่ปุ่นมีธุรกิจกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งเมื่อแลกเปลี่ยนผลกำไรที่ได้เป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐกลับมาเป็นสกุลเงินยูโรและเยนนั้นก็จะได้ผลกำไรเพิ่มขึ้นเช่นกัน
สำหรับญี่ปุ่นนั้น ธนาคารดอยช์แบงก์ ประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินเยน 10% เมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐนั้นจะส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้ราว 0.2% ในช่วง 2 ปี นั่นหมายความว่า การอ่อนค่าลง 30% นั้นน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นสามารถหนี้พ้นจากภาวะเงินฝืดได้
“การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐนั้นได้ทำให้โลกแบ่งออกเป็นฝ่ายชนะและผู้แพ้อย่างชัดเจน” ปีเตอร์ ฮูบเปอร์ หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารดอยช์แบงก์ ซิเคียวริตี้ สาขานิวยอร์ก ให้ความเห็น ซึ่งนับตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค. 2014 นั้น ค่าเงินเหรียญสหรัฐเมื่อเทียบกับค่าเงินหลัก 6 สกุลอื่นๆ พบว่ามีการแข็งตัวขึ้นถึง 25% ทีเดียว
ปรากฏการณ์นี้ยังคาดว่าจะทำให้การประชุมรัฐมนตรีคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลางทั่วโลกที่กรุงวอชิงตัน ในสหรัฐ ในที่ประชุมจี-20 สัปดาห์นี้จะหารือถึงประเด็นดังกล่าวอย่างเคร่งเครียดด้วย โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก็ได้เตือนว่า ภาวะการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐจะทำให้เศรษฐกิจโลกแบ่งออกเป็นส่วนๆ ซึ่งบางฝ่ายได้ประโยชน์ และบางฝ่ายก็ต้องได้รับผลเสีย







