คุณค่าเครื่องเรือน ประดับมุก
หลายครั้งที่เราไม่เคยมองสิ่งของที่ได้มาด้วยดวงตาและความคิดที่ลึกซึ้ง เพราะความคิดที่ยังเยาว์และเบาปัญญา
หลายครั้งที่เราไม่เคยมองสิ่งของที่ได้มาด้วยดวงตาและความคิดที่ลึกซึ้ง เพราะความคิดที่ยังเยาว์และเบาปัญญา จนกระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานหลายสิบปีและสมองสั่งสมความรู้ไว้มากพอ นอกจากจะซาบซึ้งใจถึงผู้ให้แล้วเรายังมองเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ของสิ่งนั้นๆ ดังเช่นกล่องเครื่องประดับไม้ฝังมุกน่ารักสวยงามที่วางนิ่งสงบอยู่บนหน้าโต๊ะเครื่องแป้งมาหลายปี กล่องนี้เป็นงานฝีมือของช่างเกาหลีซึ่งเพื่อนเกาหลีได้มอบให้เป็นของขวัญในวันที่สำเร็จการศึกษาค่ะ ลวดลายดอกไม้สะท้อนสีสันอันงดงามของเปลือกหอยมุกบอกเล่าลำนำแห่งนิ้วมือของช่างผู้ชำนาญงานได้เป็นอย่างดี
เครื่องเขิน หรือ Lacquer ware ในภาษาเกาหลีเรียกว่า “นาจอน ชิลกิ ” เป็นศิลปะแขนงหนึ่งของอารยธรรมตะวันออกที่คาดว่าเริ่มมีการผลิตใช้ก่อนในจีนโบราณราวสี่พันปีล่วงมาแล้ว ต่อมาได้แพร่หลายไปสู่เกาหลีญี่ปุ่น เวียดนามและเอเชียอาคเนย์ บ้างว่ามีต้นกำเนิดจากมณฑลยูนานและรัฐฉานเพราะมีการผลิตใช้เครื่องเขินอย่างแพร่หลาย สำหรับไทย เครื่องเขินลงรักปิดทองเป็นงานศิลปกรรมอีกอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องอยู่ในชีวิตประจำวันของชาวล้านนาในอดีตซึ่งคาดว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบมาจากชาวไทเขินแต่โบราณ จึงได้ชื่อว่าเครื่องเขิน
ช่างฝีมือศิลปะทางวัฒนธรรมของเกาหลีได้รับการยกย่องเชิดชูอย่างยิ่งเนื่องจากนับวันจะหาผู้ที่สืบทอดต่อไปได้ยาก ช่างเครื่องเขินซึ่งรวมไปถึงงานศิลปะกล่องประดับมุกและเครื่องเรือนไม้ประดับมุกถือเป็นศิลปะชั้นสูงที่มีทั้งคุณค่าและมูลค่าที่สูงลิ่วในปัจจุบันเนื่องจากกรรมวิธีในการผลิตงานแต่ละชิ้นต้องใช้ความประณีตและเวลามาก
นับจากที่เกาหลีได้รับถ่ายทอดศิลปะแขนงนี้มาจากจีนราว 2,000 ปีก่อนซึ่งตรงกับยุคสามก๊กแผ่นดินเกาหลี(อาณาจักรโคเรียว ชิลล่า และ แพคเจ) ช่างฝีมือได้ประยุกต์กรรมวิธีให้เหมาะสมกับวัตถุดิบและความเชื่อท้องถิ่นจนกลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของเกาหลีที่แตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย เช่น ในยุคโคเรียวราว 1,300 ปีก่อน ศาสนาพุทธเฟื่องฟูในดินแดนนี้ เครื่องเขินเกาหลีส่วนใหญ่จึงทำลวดลายเปน็ รูปพระพุทธเจา้ และมีใช้ในกล่มุ ผปู้ กครองบุคคลชั้นสูงเท่านั้น จึงทำให้งานศิลปะแขนงนี้ต้องมีความละเอียดมากยิ่งขึ้น และกลายเป็นของที่มีเฉพาะกลุ่ม ซึ่งสำคัญและหายาก อย่างไรก็ตามเมื่อเข้าสู่ยุคโชซอนซึ่งมีการศึกสงครามหลายทัพ ทั้งจากจีน แมนจูเรีย และ ญี่ปุ่น ในประเทศมีความต้องการใช้ภาชนะแทนของเดิมที่แตกหักเสียหายไปในสงคราม ศิลปะการผลิตเครื่องเขินจึงสอนกันอย่างแพร่หลายไปทั่วประเทศและความรู้ได้ผสมผสานจากนักเดินทางและการฝึกฝนของผู้ที่หลงใหล
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 บรรดาเครื่องเรือนประดับมุก ตู้ โต๊ะแต่งหน้า กล่องหีบต่างๆ เป็นเครื่องเรือนมาตรฐานของคู่แต่งงานเกาหลีคู่ใหม่ที่ต้องซื้อหามาใช้ แต่ในยุคปัจจุบัน ความต้องการของเฟอร์นิเจอร์สไตล์ทันสมัยและสะดวกรวดเร็ว ย่อมเยาราคามีมากกว่าและมากขึ้นเรื่อยๆจนทำให้ศิลปินหลายคนเริ่มวิตกกังวลว่างานศิลปะประเภทนี้จะล้มหายตายจากไป จึงทำให้มีกลุ่มนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งเป็นผู้ที่สะสมเครื่องเขินประดับมุกนี้รวมตัวกันจัดแสดงผลงานหรือสร้างพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวขึ้นมาให้บุคคลที่สนใจได้เข้าชมโดยหวังว่าจะสืบสานศิลปวัฒนธรรมต่อไป


