
เอสแอนด์พีจ่อร่วงหนัก จ้างงานแย่-กำไรบริษัทหด
เอสแอนด์พี 500 เสี่ยงร่วงหนัก หลังผลตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
เอสแอนด์พี 500 เสี่ยงร่วงหนัก หลังผลตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์ ขณะที่ปัจจัยน้ำมันราคาถูกและเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าส่งผลกระทบกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น
บลูมเบิร์กรายงานว่าตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอที่สุดตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2013 ทำให้ดัชนีฟิวเจอร์ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ 500 (เอสแอนด์พี 500) เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 6 มี.ค. ตามเวลาฮ่องกงว่าปรับตัวลง 0.7% หลังการปรับลดลง 1% ในการซื้อขายเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านั้น กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานเดือน มี.ค.เพิ่มขึ้น 1.26 แสนตำแหน่ง ขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนอัตราว่างงานอยู่ที่ 5.5% เท่าเดิม
ตัวเลขเศรษฐกิจที่แย่ลงอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยซึ่งจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นสหรัฐ อย่างไรก็ตามก็อาจเกิดผลกระทบในแง่ลบต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเช่นกัน
จากการเก็บข้อมูลของบลูมเบิร์กพบว่ากำไรต่อราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในดัชนีเอส แอนด์พี 500 เมื่อไตรมาสแรกที่ผ่านมามีแนวโน้มปรับลดลง 5.8% ถือเป็นการปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเป็นครั้งแรกตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2009
ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มพลังงานที่หดตัวลงถึง 63% หลังราคาน้ำมันดิ่งตัวลงกว่า 50% จากช่วงกลางปีที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการเพิ่มกำลังขุดเจาะน้ำมันในชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) ในสหรัฐจนปริมาณน้ำมันล้นเกินความต้องการของตลาดโลก
หนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ลดลงคือ บริษัท เอ็กซอน โมบิล ธุรกิจพลังงานรายใหญ่ที่สุดในโลกตามมูลค่าการตลาด ซึ่งมีแนวโน้มว่าผลประกอบการจะแย่ที่สุดในรอบ 12 ปี ขณะที่ทรานโอเชี่ยนบริษัทขุดเจาะน้ำมันใต้นอกชายฝั่งอาจมีกำไรต่อหุ้นลดลงอยู่ที่ 57 เซนต์ จากเดิมที่ 60 เซนต์
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ทำให้การปรับตัวลดลงของกำไรกลุ่มธุรกิจพลังงานอาจดำเนินต่อเนื่องไปตลอดปี 2015 และทำให้ราคาหุ้นของบริษัทพลังงานเหล่านี้ในตลาดหุ้นปรับตัวลดลงตามไปด้วยอย่างน้อย 3 ไตรมาส
นอกจากนั้นยังอาจทำให้เกิดการชะลอการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของสหรัฐ โดยในปัจจุบันหลายบริษัทเริ่มชะลอการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่แล้วราว 30% จากปีก่อนหน้า ซึ่งอาจทำให้เกิดการเลิกจ้างอีกหลายแสนตำแหน่ง
ทั้งนี้ ภาวะการชะลอการลงทุนของธุรกิจพลังงานจะยังคงดำเนินต่อไปตราบเท่าที่ราคาพลังงานยังคงต่ำเช่นนี้ และมีปัจจัยน้อยมากที่จะทำให้บริษัทคิดว่าน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นในเร็วๆ นี้
ขณะเดียวกันผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังได้รับผลกระทบจากค่าเงินเหรียญสหรัฐยังแข็งค่าขึ้น 25% เมื่อเทียบกับสกุลเงินในตะกร้าค่าเงินยังส่งผลต่อกำไรของบริษัทสหรัฐอีกด้วย
รายงานระบุว่า บริษัท ยูเอส สตีล คอร์ป ต้องปิดโรงงานเหล็กในรัฐอิลลินอยส์เมื่อเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากความต้องการเหล็กในอุตสาหกรรมพลังงานลดลง ขณะเดียวกันการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐทำให้ราคาเหล็กนำเข้าถูกกว่าเหล็กที่ผลิตภายในประเทศ ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อธุรกิจภายในประเทศ
มาร์ก ลูสชินี หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัท เจนีย์ แคปปิตอล แมเนจเมนท์ กล่าวว่า ประโยชน์จากน้ำมันราคาถูกจะยังไม่แสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมในไตรมาสนี้ เนื่องจากโดยปกติราคาน้ำมันต้องต่ำติดต่อกัน 6 เดือน จึงจะเริ่มเห็นการใช้จ่ายของผู้บริโภค
ด้านบริษัทค้าปลีกรายใหญ่อย่างวอลมาร์ท คาดว่ากำไรจะลดลง 4.5% อยู่ที่ 1.05 เหรียญสหรัฐ/หุ้น ในปลายไตรมาส 2 เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายได้เต็มที่
อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวกลับไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งมีแนวโน้มจะมีกำไรเพิ่มขึ้น 3.9% ขณะที่ผลประกอบของแอปเปิ้ล อิงค์ ผู้ผลิตไอโฟนมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น 28% เป็น 2.13 เหรียญสหรัฐ/หุ้น
นอกจากนี้ ธุรกิจสุขภาพยังมีผลประกอบการแข็งแกร่งโดยได้รับอานิสงส์กลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการและยอดขายยาที่เพิ่มขึ้น คาดว่ากำไรในภาคธุรกิจนี้ของสหรัฐจะเพิ่มขึ้นราว 7.3%







