
หยวนแข็งสุดในรอบ 5 ปี หุ้นน้ำมัน-ทอง คึกคักปรับขึ้นร้อนแรง
โพสต์ทูเดย์
— ค่าเงินหยวนแข็งตัวขึ้นทันทีตอบรับธนาคารกลางจีนที่ประกาศพร้อมปรับเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนให้ยืดหยุ่นมากขึ้น แต่นักค้าเงินยังโวย ธนาคารกลางยังคงไม่ปล่อยให้กลไกตลาดกำหนดทิศทางอัตราการแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนของจีนต่อค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 5 ปี เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ได้มีการตอบรับท่าทีจากธนาคารกลางจีนที่ประกาศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า จีนจะปรับอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินให้ยืดหยุ่นมากขึ้น หลังจากจีนกำหนดให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่ากว่าความเป็นจริงราว 20% สร้างความได้เปรียบให้กับสินค้าจีน
ดังนั้น ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ก็ยังคงเป็นผู้กำหนดอัตราการอ้างอิงซื้อขายค่าเงินประจำวันไว้ที่ระหว่าง 6.79346.8616 หยวนต่อเหรียญสหรัฐอยู่เช่นเดิม ซึ่งเป็นระดับราคาเดิมของเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แม้ว่าค่าเงินหยวนจะปรับตัวแข็งค่าขึ้น 0.45% ทันที มาอยู่ที่ 6.7696 ต่อเหรียญสหรัฐในตลาดค้าเงินเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ก็ตาม ซึ่งเป็นการแข็งค่ามากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2548
การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินหยวนดังกล่าวนั้น อาจจะส่งสัญญาณถึงความตั้งใจของจีนที่ต้องการให้กลไกตลาดเข้ามามีบทบาทต่อค่าเงินหยวนมากขึ้น แต่กระนั้นทางด้านธนาคารกลางจีนก็ยังคงแสดงให้เห็นเช่นกันว่า รัฐบาลจีนยังคงมีอำนาจเต็มที่ต่อการควบคุมตลาดด้วยการยังคงประกาศกำหนดอัตราอ้างอิงการแลกเปลี่ยนของแต่ละวันอยู่
สตีเฟน กรีน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจีนของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ในเซี่ยงไฮ้ให้ความเห็นว่า จีนอาจจะต้องการแสดงให้เห็นว่าอัตราการแลกเปลี่ยนเงินหยวนจะเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น แต่เพราะเหตุใดจีนถึงยังคงไม่ปล่อยให้ค่าเงินขึ้นลงตามกลไกตลาด
“
หลายคนแสดงความสงสัยต่อการกำหนดอัตราอ้างอิงจากธนาคารกลางจีน ซึ่งถ้าปล่อยให้ตลาดเป็นตัวตัดสินใจอัตราแลกเปลี่ยนและการซื้อขายระหว่างวัน ก็จะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนยืดหยุ่น มากกว่าที่จะถูกกำหนดอัตราอ้างอิงเช่นนี้” สตีเฟน กล่าวให้ความเห็นทั้งนี้ ธนาคารกลางจีนยังคงกำหนดให้ค่าเงินหยวนนั้นสามารถขึ้นหรือลงอย่างเต็มที่ในแต่ละวันไม่เกิน 0.5% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องยากมากที่ในแต่ละวันค่าเงินหยวนจะขึ้นลงมากตามเพดานกำหนดไว้ดังกล่าว
แม้ว่าบรรดาผู้กำหนดนโยบายทางการเงินของจีนจะมั่นใจมากขึ้นต่อความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจจนนำไปสู่การตัดสินใจที่จะเริ่มผ่อนคลายการควบคุมเงินหยวน แต่จีนก็ยังจะคงไว้ซึ่งการควบคุมเงินหยวนอยู่ในระดับหนึ่งต่อไป เนื่องจากยังคงวิตกกังวลต่อการส่งออกของจีนที่ยังคงไม่มั่นคงนักโดยเฉพาะเมื่อเกิดปัญหาวิกฤตหนี้ขึ้นในยุโรป
ขณะเดียวกันตลาดหุ้นเอเชียเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ก็ปรับขึ้นกันถ้วนหน้าตอบรับกระแสข่าวเงินหยวนจากจีน ตลอดทั้งราคาทอง และราคาน้ำมันก็ปรับขึ้นกันอย่างร้อนแรง
ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นปรับขึ้น 242.99 จุด หรือ 2.43% ไปอยู่ที่ 10,238.01 จุด ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกง ปรับขึ้น 625.46 จุด หรือ 3.08% ไปอยู่ที่ 20,912.18 จุด
ดัชนีกอสปิ ของเกาหลีใต้ปรับขึ้น 27.73 จุด หรือ 1.61% ไปอยู่ที่ 1,739.68 จุด ดัชนีสเตรตไทม์ส ของสิงคโปร์ ปรับขึ้น 20.74 จุด หรือ 0.68% ไปอยู่ที่ 3,068.24
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบางวดส่งมอบเดือน ก.ค. ในการซื้อขายที่ตลาดเอเชียเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ก็ปรับตัวขึ้นผ่านเพดาน 78 เหรียญต่อบาร์เรลแล้ว โดยปรับขึ้นไป 1.09 เหรียญสหรัฐ ไปอยู่ที่ 78.27 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยปัจจัยบวกมาจากความเชื่อมั่นที่ว่าค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นนั้นจะทำให้ราคาน้ำมันในจีนมีราคาถูกลง และความต้องการน้ำมันในจีนเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ที่ 64 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากปัญหาหนี้ในยุโรปจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกสะดุดนั้นเริ่มที่จะคลี่คลายลงแล้ว
ด้านราคาทองคำในการซื้อขายที่ตลาดฮ่องกงเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ปิดตลาดทำสถิติสูงสุดอีกครั้งตามกระแสข่าวดีจากค่าเงินหยวนเช่นกัน
เมื่อปิดตลาดราคาปรับขึ้นไปอยู่ที่ 1,264.50 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เป็นราคาสูงสุดตลอดกาล โดนตลาดคาดการณ์ว่าจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าทองคำรายใหญ่ของโลกนั้นจะมีความต้องการทองเพิ่มขึ้น ถ้าหากค่าเงินหยวนเริ่มปรับตัวแข็งค่าขึ้นตามการปรับเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น
ทางด้านรอยเตอร์สรายงานว่า นักเศรษฐ ศาสตร์จำนวนมากต่างเห็นว่า ค่าเงินหยวนจะแข็งค่าขึ้นเป็นระยะในไม่กี่วันข้างหน้านี้ แม้ว่าจะปรับขึ้นอย่างช้าก็ตาม โดยจากโพลการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ 33 คน ต่ออัตราการแลกเปลี่ยค่าเงินหยวนนั้น แสดงให้เห็นว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าเมื่อถึงสิ้นปี ค่าเงินหยวนจะแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 6.67 หยวนต่อเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากระดับในปัจจุบันที่ 2.4%
นอกจากนั้น ยังคาดการณ์ด้วยว่า ธนาคารกลางจีนอาจจะเร่งเข้าไปจัดการกับเงินร้อนที่อาจจะไหลเข้าไปเก็งกำไรค่าเงินหยวนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้เช่นเดียวกัน
ยิ่งไปกว่านั้นเงินหยวนที่แข็งค่ามากขึ้นจะยังเป็นกลไกช่วยสกัดความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อในประเทศของจีนอีกด้วยเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายการนำเข้าสินค้าลดลง อันถือว่าเป็นการช่วยให้รัฐบาลลดระดับความเข้มข้นของการใช้นโยบายทางการเงินควบคุมภาวะเงินเฟ้อไปในตัวอีกด้วย
ที่ผ่านมาตลาดได้แสดงความวิตกกังวลว่าการใช้มาตรการทางการเงินที่รุนแรงเกินไปของจีนนั้นจะทำให้จีนหาทางลงได้อย่างยากลำบาก
อย่างไรตาม ก็ยังคงมีเสียงจากภายในประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับการแข็งค่าของเงินหยวน โดยเฉพาะผลกระทบที่จะส่งผลต่อการส่งออก
“
ค่าเงินหยวนควรจะแข็งค่าขึ้นก็จริงแต่ไม่ใช่ขณะนี้ เรายังคงเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออก เงินหยวนควรจะแข็งค่าขึ้นเมื่อพลังของประเทศเราเพิ่มขึ้นแล้วเท่านั้น” ชาวจีนผู้หนึ่งให้ความเห็นไว้ในเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์โกลบอล ไทม์ส“
การแข็งค่าของเงินหยวนควรจะเป็นไปตามความต้องการของประเทศเท่านั้น ไม่ควรจะเป็นไปตามแรงบีบบังคับจากประเทศใดๆ ก็ตาม”






