
จีนส่งซิกปล่อยเสรีดอกเบี้ย
ผู้ว่าการธนาคารกลางจีนส่งสัญญาณชัดเตรียมเดินหน้าตามแผนปฏิรูปอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ผู้ว่าการธนาคารกลางจีนส่งสัญญาณชัดเตรียมเดินหน้าตามแผนปฏิรูปอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น แม้ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจจีนจะอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยนับเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดเพื่อมุ่งยุติระบบ “หนึ่งเงินตรา สองระบบ” ซึ่งเป็นนโยบายที่ทางการจีนนำมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนการขยายตัวด้านการลงทุนของจีน
บลูมเบิร์กรายงานว่า โจวเสี่ยวฉวน ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ได้เปิดเผยในระหว่างการแถลงข่าวหลังการประชุมสมาชิกสภาประชาชนแห่งชาติของจีน เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่ามีความเป็นไปได้อย่างมากที่ธนาคารกลางจีนปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเคลื่อนไหวอย่างเสรีตามกลไกตลาดภายในปีนี้มากขึ้น ซึ่งรวมถึงการยกเลิกอัตราเพดานเงินฝาก
“มีความเป็นไปได้ในระดับที่สูงมาก (ที่จีนจะปล่อยเสรีอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น)” โจวเสี่ยวฉวน ระบุ โดยในการแถลงข่าวหลังการประชุมสภาประชาชนจีนเมื่อปีที่แล้ว ผู้ว่าการพีบีโอซีเคยกล่าวไว้ว่า การปล่อยเสรีอัตราเงินฝากของจีนจะมีขึ้นในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นหนึ่งในการขยายบทบาทในตลาดการเงินของจีน
พร้อมกันนี้ ธนาคารกลางจีนยังได้แนะแนวทางให้กับบรรดาสถาบันการเงินภายในประเทศจีนว่าให้ชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เนื่องจากเห็นว่าอัตราดังกล่าวของภาคธนาคารในปัจจุบันปรับตัวเพิ่มขึ้นเร็วเกินไป
ก่อนหน้านี้ ในเดือน พ.ย.ปีที่แล้วและเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา พีบีโอซีเพิ่มจะปรับเพิ่มสัดส่วนที่เหล่าธนาคารจะต้องจ่ายให้แก่ผู้ฝากเงินเพื่อป้องกันการสูญเสียรายได้ ท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลกรุงปักกิ่งที่จะปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจ่ีนให้สมดุลมากขึ้น โดยเน้นการพึ่งพาการบริโภคของผู้บริโภคภายในประเทศเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แทนที่การเติบโตที่พึ่งพาการกู้ยืมลงทุนเหมือนช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันผู้ว่าการธนาคารกลางจีนยังแสดงจุดยืนชัดเจนที่จะยังไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินใดๆ ในเวลานี้แม้เศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยระบุชัดเจนว่าปัญหาจาก “นิวนอร์มอล” ยังไม่จำเป็นต้องมีแบบแผนนโยบายการเงินใหม่และการขยายตัวของปริมาณเงินกับการปรับนโยบายในปัจจุบันทำให้ปริมาณเงินและสภาพคล่องของระบบการเงินในจีนอยู่ในสภาพที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม เฉียนอิงอี้ หนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงินของพีบีโอซี และศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยซิงหัว เปิดเผยระหว่างการให้สัมภาษณ์แก่สำนักข่าวรอยเตอร์ส ว่าธนาคารกลางจีนมีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายนโยบายทางการเงินเพิ่มมากขึ้น หากอัตราเงินเฟ้อของประเทศปรับตัวลดลงต่ำกว่า 1% โดยรวมถึงมาตรการตัดลดสัดส่วนทุนสำรองของธนาคารและอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
อิงอี้ กล่าวอย่างชัดเจนว่า ทางคณะกรรมการฯ ยังคงจำเป็นที่จะต้องเฝ้าติดตามข้อมูลเงินเฟ้อในเดือน มี.ค. และ เม.ย. เพื่อตัดสินว่าภาวะเงินฝืดเป็นปัจจัยกดดันคุกคามเศรษฐกิจจีนหรือไม่
“นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าปัจจัยกดดันจากเงินฝืดจะยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ผมก็จะไม่แปลกใจเลย ถ้าธนาคารกลางจะเดินหน้าตัดลดสัดส่วนทุนสำรองธนาคารและอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” อิงอี้ ระบุ กระนั้นผู้เชี่ยวชาญรายนี้ก็แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่าการขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อที่มากกว่า 2% ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อเศรษฐกิจจีนเช่นกัน โดยระดับเงินเฟ้อที่ดีต่อเศรษฐกิจจีนควรจะคงที่อยู่ที่ระดับ 1-2%
พีบีโอซีได้ประกาศตัดลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมลง 0.25% เมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา พร้อมกับการปรับเพิ่มเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินฝากมาอยู่ที่ 130% จากระดับก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 120% โดยผลการสำรวจนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญของสำนักข่าวบลูมเบิร์กในช่วงต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าธนาคารกลางจีนน่าจะตัดลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้
ขณะที่ในวันเดียวกันพีบีโอซีได้เปิดเผยข้อมูลปริมาณสินเชื่อในเดือน ก.พ. ซึ่งพบว่ามีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.35 ล้านล้านหยวน (ราว 6.75 ล้านล้านบาท) มากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้าว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านหยวน (ราว 5 ล้านล้านบาท) โดยในจำนวนนี้เป็นการขอสินเชื่อใหม่มูลค่า 1.02 ล้านล้านหยวน (ราว 5.1 ล้านล้านบาท)
นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลข้างต้นยังรวมถึงปริมาณเงินในระบบหรือเอ็มทู ซึ่งเป็นตัวชี้วัดปริมาณเงินในระดับที่กว้างที่สุดของระบบการเงินจีน โดยพบว่าปริมาณเอ็มทูในเดือน ก.พ. ปรับเพิ่มขึ้นในอัตรารายปีที่ 12.5% มากกว่าเป้าที่นายกรัฐมนตรีจีน หลี่เค่อเฉียง ประกาศไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าเอ็มทูของจีนปีนี้จะอยู่ที่ 12% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงจากปี 2014 ซึ่งอยู่ที่ 13%
นักวิเคราะห์หลายสำนักระบุตรงกันว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของพีบีโอซี ซึ่งรวมถึงการตัดลดอัตราดอกเบี้ยและการตัดลดสัดส่วนปริมาณเงินสำรองของธนาคารเมื่อหลายเดือนก่อน ผลักดันให้ความต้องการกู้ยืมเงินจากภาคธนาคารของประเทศเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะมีส่วนจะช่วยรองรับผลกระทบจากภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนและลดการกู้ยืมเงินนอกระบบ (ธนาคารเงา) ที่จะเป็นปัจจัยคุกคามเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลจีนเพิ่งจะประกาศปรับลดเป้าการเติบโตเศรษฐกิจในปี 2015 จากเดิมที่ 7.5% มาอยู่ที่ประมาณ 7%







