
จีนก้าวขึ้นครองโลก
แม้ว่าเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันมีแนวโน้มชะลอตัว เห็นได้จากการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
แม้ว่าเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันมีแนวโน้มชะลอตัว เห็นได้จากการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปี 2014ซึ่งอยู่ที่ 7.4% ต่ำสุดในรอบ 24 ปีกระนั้นผลการศึกษาของไพรซ์วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ (PWC) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับพบว่าในอีก 2 ปีข้างหน้า หรือปี 2017เศรษฐกิจจีนจะแซงหน้าสหรัฐเมื่อวัดในแง่ของกำลังซื้อต่อหัว (พีพีพี) ก่อนจะแซงหน้าสหรัฐในปี 2027ในด้านตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และขึ้นแท่นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลกภายในปี 2050
การคาดการณ์ข้างต้นนี้วัดจากแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว คือ 1) ด้านการเติบโตของประชากรวัยแรงงาน ซึ่งจะสะท้อนต่อกำลังการผลิตและกำลังการบริโภค2) การเพิ่มขึ้นของทรัพยากรมนุษย์ 3) อัตราการเติบโตของตลาดหุ้น ซึ่งรวมถึงปริมาณการลงทุนและเสถียรภาพของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน และ 4) ปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโตของภาคการผลิต
PWC ระบุชัดว่า แม้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในขณะนี้จะแวดล้อมด้วยปัจจัยที่ไม่แน่นอนมากมายกระนั้นเมื่อพิจารณาจากปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโตข้างต้น จีนมีแนวโน้มจะเติบโตได้ดีกว่าสหรัฐขณะเดียวกัน PWC ยังได้ทำการศึกษาร่วมกับ อีโคโนมิสต์อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต (อีไอยู) พบว่า จีนจะแซงหน้าสหรัฐในอีก 3ปีข้างหน้า หรือปี 2018 กลายเป็นตลาดค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยมีมูลค่าค้าปลีกที่ 7.9% เมื่อเทียบกับสหรัฐซึ่งอยู่ที่เพียง 2.6%และมูลค่าค้าปลีกของโลกเฉลี่ยที่3.4% โดยแม้การเติบโตของจีนในขณะนี้จะชะลอตัวลงไป แต่ด้วยกำลังการบริโภคของประชากรที่จะขยายตัวมากขึ้น โดยมีสัดส่วนถึง 19% ของประชากรโลกทั้งหมดทำให้เศรษฐกิจจีนมีอิทธิพลและความสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้บริษัท แมคคินซีย์ ประเมินว่า ภายในปี 2022 ประชากรชนชั้นกลางชาวจีนแผ่นดินใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 75% เพิ่มขึ้นจากระดับ4% ในปี 2012
นอกจากมูลค่าการค้าที่จะขึ้นเป็นที่หนึ่งของโลกแล้ว มูลค่าการลงทุนของจีนยังก้าวตามมาติดๆเช่นกัน โดยการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา(อังค์ถัด) เปิดเผยเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ)ของจีนพุ่งขึ้นแตะระดับ 1.28แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2014แซงหน้าเอฟดีไอของสหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปียิ่งไปกว่านั้น จีนเองยังปรับสถานะกลายเป็นประเทศที่มีการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นรวมถึงกลายเป็นแหล่งทุนรายใหญ่ให้กับบรรดานานาประเทศ โดยดิ อีโคโนมิสต์ รายงานว่า จีนเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของเวเนซุเอลาเม็กซิโก และรัสเซีย
ขณะเดียวกัน จีนยังเป็นหนึ่งในผู้ถือครองพันธบัตรสกุลเงินสหรัฐที่มากที่สุดของโลกเท่านั้นยังไม่พอ เพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้มากขึ้น จีนยังได้ผลักดันให้มีการใช้สกุลเงินหยวนมากขึ้น โดยนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา จีนได้ตกลงทำสวอปค่าเงินหยวนโดยตรงกับนานาชาติเกือบ 30 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นมูลค่ากว่า 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐแล้ว ซึ่งส่งผลให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ถ้าจีนประสบความสำเร็จในการปฏิรูประบบการเงินของตนเอง การใช้สกุลเงินหยวนน่าจะได้รับความเชื่อถือและความนิยมเทียบเท่าเงินเหรียญสหรัฐ หรือสกุลเงินเยนของญี่ปุ่น โดยปัจจุบันค่าเงินหยวนมีการใช้มากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก
ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมถึงอำนาจของนักท่องเที่ยวจีนที่มีผลต่อการขยายตัวเติบโตทางเศรษฐกิจของอีกหลายประเทศ โดยผลการประมวลข้อมูลจากไชน่า เดลี พบว่า นักท่องเที่ยวจีนในปี 2013 มีการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวในต่างประเทศสูงถึง 1.02 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
อิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนข้างต้นยังส่งผลต่อพลานุภาพทางการเมืองและการทหาร โดยจีนเริ่มมีบทบาทบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากการเป็นหัวเรือใหญ่ผลักดันการจัดตั้งธนาคารพัฒนาใหม่(นิว ดีเวลอปเมนต ์แบงก์) ในกล่มุประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน(เอไอไอบี) ซึ่งมีสถานะเทียบเท่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ของชาติตะวันตกนอกจากนี้ ด้วยนโยบายการต่างประเทศที่มีจุดยืนชัดเจนว่า“เรื่องการเมืองไม่ยุ่ง มุ่งสัมพันธ์เศรษฐกิจ” ทำให้จีนได้รับเสียงสนับสนุนจากหลายประเทศที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐและพันธมิตร ตัวอย่างล่าสุดที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการหันมาจับมือร่วมกันมากขึ้นระหว่างจีนกับรัสเซีย
อำนาจทางเศรษฐกิจและอิทธิพลทางการเมืองที่เติบใหญ่ของจีนยังแผ่ขยายถึงแสนยานุภาพทางการทหาร โดยผลสำรวจของโกลบอล ไฟร์ พาวเวอร์ (จีเอฟพี)ในปี 2014 พบว่า แสนยานุภาพทหารของจีนอยู่ในอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐและรัสเซีย และศักยภาพที่จีนได้เปรียบมากที่สุดก็คือกำลังพลทางทหาร ซึ่งอยู่ในปริมาณสูงที่กว่า 750 ล้านคนพลังทางเศรษฐกิจและการเมืองการทหารยังส่งผลต่ออิทธิพลด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง“ภาษา” โดยองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่ง
สหประชาชาติ (ยูเนสโก) ระบุว่าภาษาจีนกลาง (แมนดาริน) เป็นภาษาต่างชาติ หรือภาษาที่สองที่คนทั่วโลกต้องการเรียนมากที่สุดตามด้วยอังกฤษ สเปน และฮินดูสำหรับสาเหตุหลักๆ ย่อมเป็นเพราะการค้ากับจีนที่มีมากขึ้น ขณะที่อีกเหตุผลหนึ่งมาจากการที่ประชากรจีนมีมากและมีทั่วโลก ทำให้มีการใช้ภาษาจีนในสัดส่วนที่สูงถึง 12-14% จากจำนวนประชากรโลกทั้งหมด โดยมีการประเมินว่า ขณะนี้มีสถาบันภาษาจีนมากกว่า 350 แห่ง และห้องเรียนวัฒนธรรมขงจื๊ออีก 470แห่งทั่วโลก
นอกจากนี้ ความสำคัญของภาษาจีนยังเห็นได้จากการที่ในปี2010 ประธานาธิบดี ดมิทรี เมดเวเดฟ แห่งรัสเซียในขณะนั้น ยกให้ปีดังกล่าวเป็นปีภาษาจีนในรัสเซียอันเป็นผลจากการขยายตัวด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น
เช่นเดียวกันกับในอังกฤษสหรัฐ และออสเตรเลีย ที่เริ่มมีการเปิดการเรียนการสอนภาษาจีนเปน็ ภาษาตา่ งประเทศในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยมากขึ้นฤทธานุภาพของพญามังกรได้ขยายอิทธิพลออกไปทั่วโลกชนิดที่ทุกอณูต้องให้ความสำคัญกับการขยายอิทธิพลทั้งทางด้านการค้า การลงทุน ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของจีน







