
มะกันส่อแพ้สงครามน้ำมัน
น้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังสหรัฐปิดแท่นขุดเจาะ ส่อแววต้องลดกำลังผลิต
น้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังสหรัฐปิดแท่นขุดเจาะ ส่อแววต้องลดกำลังผลิต
ริก สปูเนอร์ หัวหน้านักกลยุทธ์แห่งซีเอ็มซี มาร์เก็ท สาขาซิดนีย์ บริษัทให้บริการค้าขายสินค้าโภคภัณฑ์และเงินตรา แสดงทัศนะว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเป็นสัญญาณว่าตลาดมองเห็นแนวโน้มที่สหรัฐจะปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันหินดินดาน (เชลออยล์) ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
“ราคาน้ำมันเวสต์เทกซัส (ดับเบิ้ลยูทีไอ) สามารถขึ้นไปแตะ 54.24 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อาจเป็นอีกสัญญะที่แสดงให้เห็นว่า ราคาน้ำมันยังคงมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอีก” สปูเนอร์ กล่าว
การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดังกล่าว เกิดขึ้นภายหลังจากที่ เบเกอร์ ฮิวจ์ อิงค์ บริษัทข้อมูลด้านพลังงานสหรัฐ เปิดเผยว่า ในช่วง 9 สัปดาห์ที่ผ่านมา ปริมาณแท่นขุดเจาะของสหรัฐลดลงไปถึง 435 แท่น ส่งผลให้ปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันทั่วสหรัฐเหลืออยู่เพียง 1,140 แท่น ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. 2011
ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงเกือบ 50% หลังจากที่สหรัฐเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันดิบเป็นปริมาณมากที่สุดในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา รวมถึงกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ยังยืนยันไม่ปรับลดกำลังผลิต เพื่อคงส่วนแบ่งการตลาดอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้าเดือน มี.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.2% อยู่ที่ 59.06 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในตลาดลอนดอน ในขณะที่ตลาดนิวยอร์กปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.3% ภายหลังจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 7.2%
ในขณะเดียวกัน อัสดรูบัล ชาวาส รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันเวเนซุเอลา เปิดเผยว่า จะหารือกับทางโอเปกเพื่อหามาตรการรับมือกับราคาน้ำมันที่ผันผวนอยู่ในตลาดโลก และการร่วมมือกับผู้ส่งออกน้ำมันนอกโอเปก ก็เป็นสิ่งจำเป็นในการรับมือกับราคาน้ำมันเช่นเดียวกัน







