posttoday
Chugoku 3

Chugoku 3

01 กุมภาพันธ์ 2558

คณะของเรานั่งรถบัสออกจากลานจอดเพื่อมุ่งหน้าไปยัง Akiyoshidai อุทยานแห่งชาติระดับ 2

คณะของเรานั่งรถบัสออกจากลานจอดเพื่อมุ่งหน้าไปยัง Akiyoshidai อุทยานแห่งชาติระดับ 2  เขียนอย่างนี้หลายท่านอาจจะสงสัยว่ามันต่างกับอุทยานแห่งชาติอย่างไร คือที่ญี่ปุ่นเขาแบ่งอุทยานแห่งชาติเป็น 2 ระดับ ระดับแรก คือ National Park อุทยานแห่งชาติที่ได้รับการประกาศโดยรัฐบาลและอยู่ภายใต้การจัดการของรัฐบาล และก็มีอุทยานฯ บางแห่งที่ได้รับการประกาศเช่นกันแต่มีขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป พอที่จะให้จังหวัดดูแลเองได้เรียกว่า Quasi-National Park ซึ่งผมพยายามหาคำแปลที่ใกล้เคียงยังไม่ได้ก็เลยใส่เป็นอุทยานฯ ระดับ 2 ไปก่อน อุทยาน Akiyoshidai มีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าที่มีหินปูนผุดขึ้นมาให้เห็นอยู่จนทั่ว จึงมีลักษณะที่แปลกตาและเป็นเอกลักษณ์ คนญี่ปุ่นนิยมมาเดินเล่นชมทุ่งหินปูนกัน แต่คนไทยเรายังนิยมอยู่แค่ชมภาพกว้างจากมุมสูง ไม่ค่อยเดินเข้าไปเท่าไหร่ ยิ่งวันที่อากาศร้อนอย่างวันที่เราไป ปรากฏว่าทุกคนพร้อมใจกันซื้อน้ำซื้อซอฟท์ครีมทานกันไปยืนชมวิวกันไป บางคนก็แวะเวียนอยู่ในร้านขายของที่ระลึก จนกระทั่งถึงเวลานัดจึงทยอยกันขึ้นรถ

จากทุ่งหินเรามุ่งหน้าสู่เมือง Iwakuni เพื่อไปชมสถาปัตยกรรมขึ้นชื่อของจังหวัด Yamaguchi  เป็นหนึ่งในภาพยอดฮิตที่หลายคนเห็นแล้วต้องอยากไปคือ สะพานคินไต (Kintaikyo) หรือที่หลายๆ ท่านเรียกว่า สะพานห้าโค้ง สะพานแห่งนี้สร้างข้ามแม่น้ำ Nishiki ซี่งยาวที่สุดในจังหวัดยามะกูจิ สร้างมาตั้งแต่สมัย Sengoku ฝั่งหนึ่งเป็นปราสาท Iwakuni อีกฝั่งเป็น Castle town ของบรรดาเหล่าซามูไร แต่ก็ถูกน้ำพัดจนพังไปหลายครั้งทั้งๆ ที่สร้างให้สามโค้งตรงกลางสูงขึ้นไปมากก็ยังไม่รอด อาจเป็นเพราะกระแสน้ำเชี่ยวมากประกอบกับสะพานสร้างด้วยไม้ล้วนๆ ไม่มีเหล็กปนใช้แต่การเข้าสลักจึงไม่สามารถทานแรงกระแสน้ำที่ไหลบ่ามาในช่วงน้ำหลากได้ ในระยะหลังจึงมีการเสริมความแข็งแรงโดยใช้ตะปูที่ออกแบบจัดสร้างมาเป็นพิเศษและมีการบูรณะซ่อมแซมอย่างสม่ำเสมอ อย่างวันที่เราไปก็ยังมีการซ่อมแซมฝั่งหนึ่งของสะพานให้เห็นอยู่

รถบัสมาจอดห่างพอสมควรเพื่อให้เราถ่ายภาพสะพานคินไตแบบเต็มๆ กันก่อนที่จะเดินไปยังปราสาทอิวะคุนิ ด้านหน้ามีรูปปั้นของซามูไรชื่อดังท่านหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันในหมู่นักท่องเที่ยวทั่วไป แต่ถ้าเป็นโอตากุด้านการ์ตูนซามูไรหรือซีรี่ส์ย้อนยุคของญี่ปุ่นแล้วละก็ เห็นแค่รูปปั้นนี่เดาได้แล้วว่าเป็นใคร ซามูไรรูปร่างสูงโปร่งถือดาบยาวเป็นพิเศษด้วยท่าจับดาบที่แตกต่างจากท่ามาตรฐาน ประมาณว่าจะตวัดดาบจากล่างขึ้นบน จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Sasaki Kojiro เจ้าของกระบวนท่า “นางแอ่นหวน” (Tsubame Gaeshi หรือ Swallow Reverse) ที่คิดค้นได้จากการสังเกตท่าบินของนกนางแอ่นจากบนสะพานคินไตนี่เอง และถ้าพูดถึง Sasaki Kojiro โดยไม่พาดพึงถึง Miyamoto Musashi ก็ไม่ได้ เพราะทั้ง 2 ท่านนี้เป็นคู่ปรับที่มีฝีมือทัดเทียมจนต้องไปประลองดาบกันที่เกาะกันริว (Ganryujima) เกาะเล็กๆ ปลายเกาะฮอนชู ว่ากันว่าดาบสองมือของมุซาชิสามารถเอาชนะท่านางแอ่นหวนของโคจิโร่ได้ แต่เนื่องจากการประลองในครั้งนั้นไม่มีผู้อื่นอยู่ในเหตุการณ์ จึงไม่มีใครสามารถยืนยันได้จริง ผมลองสอบถามเรื่องสองซามูไรผู้ยิ่งใหญ่กับเจ้าหน้าที่ของเมืองอิวะคุนิ แต่กลับได้รับคำตอบที่น่าแปลกใจว่า ถ้าไล่เรียงตามช่วงเวลาของประวัติศาสตร์แล้ว ซามูไรสองท่านนี้ไม่ควรจะได้ต่อสู้กันจริงเพราะถึงแม้จะอยู่ในยุค Sengoku เหมือนกันแต่ก็อยู่ห่างกันคนละช่วง เนื่องจากความมีชื่อเสียงโด่งดังของทั้งสองท่าน ที่สร้างชื่อจากวิถีแห่งฝีมืออันแตกต่างจากบรรดาปรมาจารย์สำนักดาบมาตรฐานทั้งหลาย จึงน่าจะทำให้ผู้คนในยุคนั้นนำเอาเรื่องราวและวีรกรรมของทั้งคู่มาประสมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อความบันเทิง หรืออาจจะมีคนสงสัยว่าถ้าทั้งสองท่านมาเจอกันใครจะเหนือกว่า เลยมีการแต่งเรื่องออกมาให้ได้อ่านกัน พอนานวันเข้าเรื่องราวเหล่านี้จึงเป็นเสมือนเรื่องจริงในที่สุด คล้ายๆ กับตำนานโจโจ้ซังที่นางาซากินั่นแหละครับ จากบทประพันธ์ละครโอเปร่ากลายมาเป็นเรื่องจริงเพราะผู้คนเลือกที่จะเชื่อว่านั่นคือเรื่องจริง

การขึ้นปราสาทอิวะคุนิต้องขึ้นกระเช้าไป 3 นาที มีบริการทุก 20 นาที ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น แล้วเดินเท้าต่อขึ้นไปอีก 5 นาที บนปราสาทมองลงมาเห็นเมืองได้ชัดเจน อยู่ข้างบนซักพักก็นั่งกระเช้าลงมาเพื่อไปเดินข้ามสะพานคินไต ตรงเชิงสะพานฝั่งปราสาทมีร้านขายของที่ระลึกตามธรรมเนียม แต่มีอยู่ร้านนึงที่คนมุงกันแน่น เป็นร้านซอฟท์ครีมชื่อ Musashi มีให้เลือกตามที่เขาเขียนโฆษณาไว้มากถึง 120 รส นอกจากรสมหานิยมอย่างชาเขียว ช็อกโกแลต วนิลาแล้วก็ยังมีรสหรือกลิ่นผลไม้มากมาย หรือรสที่ดูน่าสนใจอย่างเช่น รสเลมอนเนด รสชีสเค้ก รสเทรามิสุ รสรอยัลมิลค์ที ฯลฯ แต่มีอยู่รสนึงที่แปลกกว่าเพื่อนคือ รสปลาที่มีปลาตัวเล็กๆ ปักไปในเนื้อซอฟท์ครีมโผล่เหลือแต่หางให้เห็น สนนราคาเริ่มต้นที่ 250 เยน ไปจนถึง 500 เยน แล้วแต่รสหรือท้อปปิ้ง ในเมื่อมีร้านมุซาชิแล้วจะขาดร้านซาซากิ โคจิโร่ได้อย่างไร เดินถัดไปนิดเดียวร้านคู่ปรับตลอดกาลก็ยังคงท้าทายขายซอฟท์ครีมเหมือนกันประหนึ่งประลองดาบ ซึ่งร้านโคจิโร่ดูจะเสียเปรียบเล็กน้อยเพราะเปิดมาทีหลังและดูแล้วมีรสหรือกลิ่นให้เลือกน้อยกว่า คนส่วนใหญ่จึงเทใจให้ผู้ชนะจนต้องรอคิวร่วมสิบนาที ระหว่างนั้นผมเดินสำรวจไปรอบๆ ร้านก็เจอของดีอีกอย่างหนึ่งคือ รากบัวที่ทำเป็นผักดองชิ้นอวบใหญ่ดูน่าทาน สอบถามดูได้ความว่ารากบัวเป็นของขึ้นชื่อของอิวะคุนิ เลยจัดไปสองห่อ กลับมาถึงบ้านลองชิมดู ความกรอบยังอยู่ครบแถมรสชาติหวานอมเปรี้ยวนิดๆ ทานกับข้าวต้มดีมาก ใครผ่านไปแถวสะพานคินไตอย่ามัวแต่ทานซอฟท์ครีมเพลินจนลืมซื้อรากบัวกลับบ้านกัน รับรองว่าอร่อยและหาทานที่ไหนไม่ได้ ซื้อเป็นของฝากผู้ใหญ่ก็ดีเพราะสมัยนี้หาทานยาก เคยเจอขายอยู่แถวตลาดเก่าก็ยังกรอบสู้ของที่อิวะคุนิไม่ได้ครับ

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน