
อีซีบีอัดคิวอีหวังหลุดเงินฝืด
ความเคลื่อนไหวในต่างประเทศสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องยกให้กับความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)
ความเคลื่อนไหวในต่างประเทศสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องยกให้กับความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินแบบผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) ซึ่งอีซีบีจะเข้าซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศสมาชิกยูโรโซนที่มีมูลค่าสูงถึง 1.14 ล้านล้านยูโร และจะเข้าซื้อเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.28 ล้านล้านบาท) โดยจะเริ่มต้นในเดือน มี.ค.นี้ ไปจนถึงเดือน ก.ย. 2016
การใช้มาตรการคิวอีของอีซีบีเป็นไปตามคาด หลังเศรษฐกิจยูโรโซนกำลังเผชิญกับภาวะเงินฝืดอย่างหนัก โดยดัชนีราคาสินค้าในเดือนล่าสุดหดตัวลงแตะ 0.2% อีกทั้งบรรยากาศทางธุรกิจในยุโรปยังทรุดลงหนักต่อเนื่องจากเมื่อปีที่แล้วจากวิกฤตในยูเครน
การดำเนินนโยบายดังกล่าวของอีซีบีนั้น ยังถือเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบครั้งสำคัญของอีซีบีไปสู่การใช้นโยบายที่มีความรุนแรงขึ้นมากกว่าเดิม ซึ่งที่ผ่านมานั้นมีไม่กี่ประเทศทั่วโลกที่ประกาศใช้นโยบายกระตุ้นแบบคิวอีนี้ ได้แก่ สหรัฐ ญี่ปุ่น และอังกฤษ
นอกจากนี้ ธนาคารกลางยุโรปยังประกาศคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.05% เท่าเดิม ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของอีซีบีต่อไป จากความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกตอบสนองไปในทิศทางบวกโดยทันที และส่งผลให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 11 ปี เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ
ไอเอ็มเอฟหั่นคาดการณ์ศก.โลก
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2015 ลงเหลือ 3.5% จากเดิมที่คาดการณ์เมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้ว อยู่ที่ 3.8% ขณะที่ปรับลดคาดการณ์การเติบโตปี 2016 ลงเหลือ 3.7% จากเดิมที่ 4% โดยระบุว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดต่ำลงไม่สามารถทดแทนการเติบโตของเศรษฐกิจที่โตต่ำลงในหลายประเทศได้
ไอเอ็มเอฟได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของทุกประเทศลง ยกเว้นสหรัฐที่คาดการณ์ว่าในปีนี้จะเติบโตถึง 3.6% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.1% ส่วนปีหน้าจะเติบโตที่ 3.3% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 3% เท่านั้น
ขณะเดียวกัน ไอเอ็มเอฟยังปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจใน 5 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหมายรวมถึงอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย ลงอีกด้วย โดยอยู่ที่ 5.2% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 5.4% ขณะที่ปีหน้าจะโต 5.3% จากเดิมที่ 5.4%
จีนโตต่ำสุดรอบ 24 ปี แบงก์ชาติลุยอัดฉีด
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (เอ็นบีเอส) ได้เปิดเผยว่า การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จีนตลอดทั้งปี 2014 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 7.4% ปรับตัวลดลงจากปี 2013 ที่อยู่ที่ 7.7% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่ทางการจีนตั้งเป้าหมายไว้ที่ 7.5% และเป็นการเติบโตต่ำที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 24 ปี นับแต่ปี 1990 อีกด้วย
จากตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอดังกล่าว ได้ส่งผลให้ทางธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ประกาศอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดมูลค่า 5 หมื่นล้านหยวน (ราว 2.5 แสนล้านบาท) เมื่อวันที่ 21 ม.ค. โดยได้ปล่อยสภาพคล่องมูลค่าดังกล่าวในรูปของเงินกู้ระยะ 3 เดือน ให้กับธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางและขนาดเล็ก
มหาเศรษฐี 1% มั่งคั่งครึ่งโลก
องค์กรต่อสู้เพื่อความยากจน (ออกซ์แฟม) เปิดเผยรายงานโดยมุ่งหมายไปถึงผู้เข้าร่วมประชุมเวิลด์อีโคโนมิก ฟอรั่ม ในวันที่ 21-24 ม.ค.นี้ ว่า ปี 2014 ที่ผ่านมา มหาเศรษฐีซึ่งร่ำรวยที่สุด 1% ของโลกครอบครองความมั่งคั่งถึง 48% ของความมั่งคั่งทั่วโลก เมื่อเทียบกับปี 2009 ที่มหาเศรษฐีเหล่านั้นครอบครองอยู่ที่เพียง 44% เท่านั้น และมีแนวโน้มที่จะครอบครองความมั่งคั่งถึง 50% ภายในปี 2016 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนและคนรวยขยายตัวเพิ่มมากขึ้น
กษัตริย์ซาอุฯ เสด็จสวรรคต
สมเด็จพระราชาธิบดี อับดุลเลาะห์ บิน อับดุล อาซิส กษัตริย์แห่งซาอุดิอาระเบีย เสด็จสวรรคตด้วยโรคพระบัปผาสะบวม (ปอดบวม) ในช่วงเช้าของวันที่ 23 ม.ค. โดยมีพระชนมพรรษา
90 พรรษา ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในกระดานอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวดีดขึ้น
อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อับดุล อาซิส อัลซาอุด กษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งซาอุดิอาระเบีย พระราชทานกระแสพระราชดำรัสแก่พสกนิกร โดยทรงให้คำมั่นว่าจะทรงยึดถือนโยบายที่วางไว้ดีอยู่แล้วนับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ นับเป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศจะยังคงกำลังการผลิตน้ำมันต่อไป ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลก วันที่ 23 ม.ค. ปิดตลาดปรับตัวลดลง







