
ยกปัญหา‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ภัยคุกคามโลกแห่งทศวรรษ
เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (ดับเบิ้ลยูอีเอฟ) เปิดเผยรายงาน “28 ความเสี่ยงโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า” ซึ่งทำการสำรวจผู้เชี่ยวชาญกว่า 900 คน ทั้งจากนักธุรกิจ รัฐบาล และองค์กรอิสระ ระบุว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศกลายมาเป็นภัยคุกคามที่อันตรายที่สุดต่อโลกและภาคธุรกิจ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ความขัดแย้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหาด้านเศรษฐกิจได้กลายมาเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักในรายงานของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม หลังจากที่ในรายงานทั้ง 9 ฉบับก่อนหน้านี้ ล้วนแต่ให้น้ำหนักกับปัจจัยด้านเศรษฐกิจทั้งสิ้น
เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (ดับเบิ้ลยูอีเอฟ) เปิดเผยรายงาน “28 ความเสี่ยงโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า” ซึ่งทำการสำรวจผู้เชี่ยวชาญกว่า 900 คน ทั้งจากนักธุรกิจ รัฐบาล และองค์กรอิสระ ระบุว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศกลายมาเป็นภัยคุกคามที่อันตรายที่สุดต่อโลกและภาคธุรกิจ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ความขัดแย้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหาด้านเศรษฐกิจได้กลายมาเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักในรายงานของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม หลังจากที่ในรายงานทั้ง 9 ฉบับก่อนหน้านี้ ล้วนแต่ให้น้ำหนักกับปัจจัยด้านเศรษฐกิจทั้งสิ้น
ดับเบิ้ลยูอีเอฟ ระบุว่า ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศนั้นจะเป็นภัยต่อเนื่องในระยะ 10 ปีนี้ ที่ประเทศทั่วโลกและภาคธุรกิจจะต้องเผชิญหน้า ซึ่งในช่วงที่ผ่านมานั้น ทั่วโลกกลับมุ่งให้ความสนใจไปที่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงอย่างมาก หรือภาวะชะงักงันของเศรษฐกิจยุโรปที่เสี่ยงต่อภาวะเงินฝืดมากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ
“ชัดเจนมากว่าในขณะนี้เหล่าผู้เชี่ยวชาญต่างวิตกกังวลต่อปัจจัยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าปัญหาอื่นๆ” มาร์กาเร็ตตา เดอเซนเนียก ฮานุส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของดับเบิ้ลยูอีเอฟ ระบุ
ในรายงานระบุว่า ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์หลักๆที่คุกคามโลกอยู่ในขณะนี้ ครอบคลุมตั้งแต่วิกฤตยูเครน ตลอดไปจนถึงปัญหาของกลุ่มติดอาวุธไอเอสที่เคลื่ีอนไหวอยู่ในอิรักและซีเรีย รวมไปถึงปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์อื่นๆ ที่ไม่ใช่การปะทะกันระหว่างรัฐ เช่น สงครามในโลกไซเบอร์ข้ามพรมแดน หรือแม้กระทั่งการที่ประเทศต่างๆ ตอบโต้กันด้วยการใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ทางดับเบิ้ลยูอีเอฟจะประชุมประจำปี 2015 ณ สวิส สกี รีสอร์ท เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 21-24 ม.ค.ที่จะถึงนี้
ขณะเดียวกัน เอพีรายงานว่า กำลังเกิดความวิตกกังวลมากขึ้นต่อปัญหาภัยก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศนั้นๆ เอง โดยที่ลักษณะการก่อเหตุนั้นไม่ได้รับคำสั่งโดยตรงจากกลุ่มก่อการร้ายจากภายนอกแต่ผู้ก่อการร้ายได้รับแรงบันดาลใจ และก่อเหตุลงมือกระทำเอง ซึ่งทำให้การแก้ปัญหานั้นเป็นเรื่องยาก
รายงานระบุอ้างเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองฝรั่งเศสและสหรัฐ ว่า มือปืนทั้งสองผู้ก่อเหตุบุกเข้ายิงสำนักงานของนิตยสารชาร์ลี เอ็บโด ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์และไอเอส อย่างไรก็ตาม มือปืนทั้งสองคนไม่ได้รับคำสั่งมาจากอัลกออิดะห์แต่อย่างใด แม้ว่ากลุ่มอัลกออิดะห์และไอเอสต่างออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ทาง
เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นการได้รับคำสั่งจากกลุ่มก่อการร้าย เนื่องจากการประกาศความรับผิดชอบเหล่านั้นเป็นไปอย่างเร่งรีบ
การก่อเหตุในลักษณะนี้ ผู้ก่อเหตุจะได้แรงบันดาลใจมาจากกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในสหรัฐและยุโรป ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2010 เกิดเหตุคนร้ายพยายามที่จะระเบิดย่านไทม์สแควร์ ใจกลางมหานครนิวยอร์กของสหรัฐ หรือการระเบิดรถไฟที่มาดริด ประเทศสเปน ในปี 2004 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 200 คน และบาดเจ็บอีกมากกว่า 1,800 คน
อย่างไรก็ตาม ลักษณะก่อการร้ายเช่นนี้ยังไม่ได้รับความสนใจนัก เมื่อเทียบกับปฏิบัติการก่อการร้ายที่มีการวางแผนอย่างซับซ้อน เช่น เหตุการณ์ 9/11 แม้ว่าเหตุก่อการร้ายในลักษณะนี้มักจะทิ้งร่องรอยไว้น้อย ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่สืบรอยและป้องกันเหตุได้ยาก
จอห์น โคเฮน อดีตผู้ประสานงานฝ่ายต่อต้านการก่อการร้าย กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐเปิดเผยว่า วิธีการต่อต้านการก่อการร้ายในปัจจุบันยังจัดการกับปฏิบัติการก่อการร้ายในลักษณะนี้ได้ยากมาก
“ขณะนี้มีบุคคลที่ได้รับแรงบันดาลใจและอุดมการณ์ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง โดยสำหรับเครื่องมือที่เรามีอยู่ในตอนนี้ ยังจัดการกับกลุ่มคนเหล่านี้ได้ยาก” โคเฮน ระบุ







