posttoday
ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่ห้วงอวกาศ

ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่ห้วงอวกาศ

05 ธันวาคม 2557

“ชาร์ลส์ ดุค” แมน ออน เดอะ มูน ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่ห้วงอวกาศ

เรื่อง โต๊ะข่าวต่างประเทศ 

“เป็นไปไม่ได้” คงเป็นคำพูดของพลเมืองชาวโลกในยุค 1960 หลังอดีตประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ แห่งสหรัฐ ประกาศเจตนารมณ์อันแรงกล้าว่า จะส่งมนุษย์ขึ้นไปบนดวงจันทร์ และกลับมาสู่พื้นโลกได้อย่างปลอดภัย ก่อนสิ้นทศวรรษนี้

ต่อมาในปี 1969 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่น้อยกว่า 1 ทศวรรษตามที่เคนเนดี้ประกาศเป้าหมายสุดท้าทายด้านอวกาศ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ (นาซา) ก็พิสูจน์ให้ทั้งโลกประจักษ์แล้วว่า ไม่มีคำว่า “เป็นไปไม่ได้” เมื่อนักบินอวกาศจากโครงการอพอลโล 11 ได้สัมผัสพื้นดวงจันทร์เป็นครั้งแรกของ
ประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติ

กระนั้นก็ตาม การเดินทางไปสู่เป้าหมายที่แสนจะท้าทายนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากความปรารถนาอันแรงกล้าของนักบินอวกาศและทีมงานแล้ว การดึงศักยภาพอันไม่มีขอบเขตจำกัดของมนุษย์ออกมาเผชิญหน้ากับภารกิจที่มีความเสี่ยงสูงแบบที่เรียกได้ว่า “ใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน” ก็เป็นสิ่งที่นาซาแสดงให้เห็นแล้วว่า “ขีดจำกัด” เป็นเพียงสิ่งสมมติ

ชาร์ลส์ ดุค หนึ่งในนักบินอวกาศ 12 คน ที่เคยเหยียบย่างไปบนพื้นผิวดวงจันทร์ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ถึงการพัฒนาศักยภาพของตนเอง เพื่อก้าวผ่านความกลัวหรือขีดจำกัดต่างๆ จนสามารถเป็นมนุษย์เพียงไม่กี่คนที่มีโอกาสเดินทางไปเยือนดาวบริวารของโลก ว่า ประสบการณ์ของนักบินอวกาศรุ่นก่อนๆ การฝึกฝนอย่างหนักและมีวินัย  รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะข้อผิดพลาด ทำให้ดุค นักบินอวกาศที่มีอายุน้อยที่สุดในขณะนั้น สามารถก้าวผ่านความกังวลไปสู่เป้าหมายสูงสุดในชีวิตด้วยการเดินทางไปดวงจันทร์ได้

“เมื่อเจออุปสรรคมีเพียง 2 ทางให้เลือก คือหลีกหนีปัญหา หรือเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมัน ถ้ากล้าที่จะเสี่ยง ก็สามารถท้าทายขวากหนามที่เกิดขึ้นได้” ดุคอธิบายเพิ่มเติมถึงแนวคิดในการรับมือกับอุปสรรค

ในอดีตเทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้าเช่นปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดปัญหามากมายในการเดินทางสู่ห้วงอวกาศ และยังเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่เพื่อนร่วมงานหลายคนต้องจบชีวิตลง อาทิ การระเบิดของยานอพอลโล 1 ทำให้สูญเสียชีวิตลูกเรือทั้ง 3 คนทว่าดุคก็ยังกล่าวด้วยความเข็มแข็งว่า ต้องเดินหน้าต่อไป ด้วยแรงขับเคลื่อนหลัก ซึ่งก็คือ การไปให้ถึงจุดมุ่งหมาย แม้จะเสียใจกับการสูญเสียเพื่อนร่วมงาน แต่ก็จำเป็นต้องก้าวผ่านความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นไปสู่เป้าหมายให้ได้

ในช่วงไม่กี่ปีมา หลายประเทศไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น อินเดีย หรือรัสเซีย เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของตนเองขึ้นมาเช่นกัน ในประเด็นนี้ ชาร์ลส์ ดุค มองว่า ไม่ใช่เป็นการแข่งขัน แต่เป็นความร่วมมือของนานาชาติในการพัฒนาความรู้ และผลักดันศักยภาพของมนุษย์ให้สูงยิ่งขึ้น
 
"ผมรู้สึกดีใจที่ชาติอื่นๆ หันมาพัฒนาศักยภาพของตนเอง ดีใจที่ไม่ได้มีแต่นาซาเพียงองค์กรเดียวอีกต่อไป ทางนาซาได้ทำงานร่วมกับรัสเซีย กับองค์กรอวกาศยุโรป และกำลังสานสัมพันธ์กับจีนอยู่" อดีตนักบินยานอพอลโล 16 กล่าว

ส่วนอุปสรรคที่ทำให้การพัฒนาโครงการอวกาศในสหรัฐขณะนี้ มีความสำคัญน้อยกว่าในอดีตที่ผ่านมา ดุควิเคราะห์ว่า ปัญหาหลักที่สหรัฐกำลังเผชิญอยู่คือ เรื่องการเมือง เพราะยังไม่มีผู้นำที่มุ่งมั่น รวมถึงงบประมาณที่มีอยู่จำกัด กระนั้นก็ยังคงมีความพยายามเอาชนะอุปสรรคดังกล่าว และดุคหวังว่าจะได้เห็นนาซากลับเข้ามาในเวทีอวกาศอีกครั้งในเร็วๆนี้

นอกจากนี้ ดุคได้ฝากถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ รวมถึงเด็กไทยที่มีความใฝ่ฝันอยากจะทำงานอยู่ในวงการอวกาศว่าต้องใช้ประโยชน์จากการศึกษาให้ได้มากที่สุด เลือกอาชีพจากสิ่งที่ชอบ และเดินหน้าพัฒนาตนเองเสมอ เพราะในสมัยนี้ไม่ได้จำกัดแล้วว่าคนที่เป็นนักบินต้องเป็นวิศวกร มิหนำซ้ำ มีชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายคนที่ทำงานให้กับนาซา หรือได้เดินทางออกไปนอกวงโคจรโลก แต่ที่สำคัญคือต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ

ความสำเร็จในอดีตของนาซาและสหรัฐ ที่สามารถส่งมนุษย์ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ได้ เป็นเสมือนการก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ที่หลายคนเชื่อว่า การเดินทางสู่อวกาศอันไกลโพ้นเป็นสิ่งที่เป็นไม่ได้ ซึ่งดุคกล่าวทิ้งท้ายด้วยความมุ่งมั่นว่า ภารกิจพิชิตดวงจันทร์ของนาซาเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นหรือฐานรากสำคัญ ที่จะนำพามวล มนุษยชาติไปสู่ก้าวที่ยิ่งใหญ่ในการสำรวจดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ และห้วงอวกาศต่อไปในอนาคต

 

ก้าวข้ามขีดจำกัดสู่ห้วงอวกาศ

นพ.ทวิราป ตันติวงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด (จีเอสเค) อธิบายวัตถุประสงค์ในการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการหัวข้อ ‘Pushing the Human Limit” by NASA: A Human Adventure’ ให้กับทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ว่า เนื่องจากจีเอสเคและองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) มีรูปแบบการทำงานที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะการทำงานในลักษณะ “กล้าคิดและกล้าทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้า” ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ เช่นเดียวกับนาซา ที่กล้าคิดและกล้าทำ แม้จะเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงอย่างการส่งมนุษย์ขึ้นไปพิชิตดวงจันทร์

ลักษณะการดำเนินงานที่คล้ายคลึงกันอีกประการระหว่างจีเอสเคและนาซา ก็คือ การใช้วิทยาศาสตร์ในการขับเคลื่อน ทั้งนี้ การเรียนเชิญ ชาร์ลส์ ดุค 1 ใน 12 นักบินอวกาศที่เคยขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้ว มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในครั้งนี้ ก็เพื่อให้คนไทยก้าวพ้นขีดจำกัดด้านความคิด หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง  ด้วยการใช้นวัตกรรมเป็นตัวนำ ผ่านการเรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จมาก่อน

ส่วนความคาดหวังจากกิจกรรมดังกล่าว ตัวแทนของจีเอสเคระบุว่า ต้องการกระจายแนวคิดและแรงบันดาลใจไปสู่เยาวชนคนรุ่นใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการเป็นผู้ถูกกระทำ อันรวมถึง การรอให้ผู้อื่นมาถ่ายทอดเทคโนโลยีมากกว่าจะร่วมสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา ทั้งๆ ที่ไทยมีคนเก่งมากมาย มีภูมิปัญญา ทว่าอุปสรรคสำคัญของไทย คือ แม้จะมีองค์ความรู้อยู่แล้ว แต่ยังไม่อาจก้าวข้าม “กรอบความคิด” และ “ทัศนคติ” อันเป็นขีดจำกัดเดิมได้

ประเทศไทยอาจจะกลัวเรื่องความผิดพลาด เพราะอาจถูกลงโทษ แต่การทดลองทางวิทยาศาสตร์ต้องมีข้อผิดพลาดบ้าง ถ้าหยุดอยู่ตรงนั้นก็จะไม่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เฉกเช่นที่นาซาส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ได้ ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์และคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าโทรศัพท์สมาร์ทโฟนขณะนี้เสียอีก แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ความสำเร็จเกิดจากศักยภาพของมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องมือ หากมีความมุ่งมั่น กล้าคิด กล้าทำ วิริยะ อุตสาหะ ถึงแม้จะล้มเหลว แต่ก็จะลุกขึ้นและสู้ต่อไป

“วิทยาศาสตร์ต้องพัฒนาในเชิงรูปธรรม นามธรรมเป็นสิ่งที่ดี แต่จากนามธรรมมาเป็นรูปธรรมคือนวัตกรรม และต่อยอดจากนวัตกรรมไปสู่เชิงพาณิชย์ นั่นก็คือ ทำให้เราหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง” นพ.ทวิราป กล่าวสรุป

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่