posttoday
ย้อนรอย 1 ปีวิกฤตยูเครนที่ยังไม่สิ้นสุด

ย้อนรอย 1 ปีวิกฤตยูเครนที่ยังไม่สิ้นสุด

23 พฤศจิกายน 2557

เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2013 คงไม่มีใครคาดคิดว่า จากกลุ่มผู้ประท้วงชาวยูเครนเพียงหลักพันกว่าคน

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2013 คงไม่มีใครคาดคิดว่า จากกลุ่มผู้ประท้วงชาวยูเครนเพียงหลักพันกว่าคน ที่ไม่พอใจการดำเนินงานของรัฐบาลที่นำโดยอดีตประธานาธิบดี วิกเตอร์ ยานูโควิช แห่งยูเครน ซึ่งผู้นำรัฐบาลขณะนั้นปฏิเสธการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป (อียู) แล้วหันไปเจรจากับรัสเซียแทน จนกลายเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างยูเครนและโลกตะวันตกกับรัสเซียมาจนถึงทุกวันนี้

เพียงไม่กี่วันต่อมา ผู้ประท้วงชาวยูเครนค่อยๆ เพิ่มกำลังขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจุดเปลี่ยนที่ทำให้ประชาชนลุกฮือออกมาประท้วงถึง 3 แสนคน เนื่องจากี่ตำรวจได้เข้าสลายกลุ่มผู้ประท้วงจนถึงกับเลือดตกยางออก ทำให้ความไม่พอใจดังกล่าวยิ่งทวีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

และแล้วการสลายการชุมนุมที่นองเลือดก็เดินมาถึง ก่อนที่ทั้งฝ่ายผู้นำผู้ประท้วงและยานูโควิชจะสามารถตกลงกันได้ในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และจัดการเลือกตั้งให้เร็วขึ้น ทว่าดูเหมือนว่าผู้ประท้วงก็ยังไม่พอใจมากนัก

จากสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก ทางยานูโควิชจึงหนีออกจากกรุงเคียฟ ก่อนที่ต่อมาทางรัฐสภาจะจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ และกำหนดวันเลือกตั้งใหม่เป็นวันที่ 25 พ.ค.

ทว่า ก่อนการเลือกตั้งสถานการณ์ทางภาคตะวันออกของยูเครนนั้นตกอยู่ภายใต้ความตึงเครียดอย่างหนัก เมื่อกลุ่มติดอาวุธสนับสนุนรัสเซียได้เข้ามาทางตะวันออกของประเทศ รวมไปถึงไครเมียด้วย ยิ่งไปกว่านั้นทางรัฐสภาของไครเมียเองก็มีมติเปิดลงประชามติควบรวมเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้ชาติตะวันตกอย่างสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) เริ่มเข้ามามีบทบาทกับวิกฤตในครั้งนี้มากยิ่งขึ้น

แน่นอนว่า ภาคตะวันออกและไครเมียเองเป็นภูมิภาคที่่สนับสนุนรัสเซียเป็นทุนเดิม จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ไครเมียจะตกเข้าไปสู่อ้อมอกของรัสเซีย ซึ่งต่อมาทางชาติตะวันตกและยูเครนก็เริ่มออก “มาตรการคว่ำบาตร” ต่อรัสเซียจากการกระทำดังกล่าว จนกระทั่งกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (จี7) ได้ขับรัสเซียออกจากกลุ่ม จี8 เพื่อประท้วงที่รัสเซียผนวกไครเมีย

ทว่า การเข้ายึดเมืองต่างๆ ของกลุ่มติดอาวุธที่สนับสนุนรัสเซียยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยรัสเซียเองก็ปฏิเสธว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการกระทำดังกล่าว

จุดเปลี่ยนในวิกฤตครั้งนี้ก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อ การที่เครื่องบินของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบินเอ็มเอช 17 ถูกยิงตกเมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา

จุดนี้เองที่ทำให้ตะวันตก ยูเครน และรัสเซีย ต่างโทษอีกฝ่ายว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ก่อเหตุนี้ขึ้น จนนำไปสู่มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียเพิ่มเติม กระนั้นใช่ว่ารัสเซียถูกคว่ำบาตรแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะทางรัสเซียเองก็ออกมาตรการคว่ำบาตรทางชาติตะวันตกเช่นกัน

เหตุการณ์ในลักษณะนี้นี่เองที่ทำให้หลายฝ่ายมองว่า ความตึงเครียดของรัสเซียและชาติตะวันตกนั้นรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิด “สงครามเย็น” เป็นต้นมา

จนถึงตอนนี้่ก็ใช่ว่าเหตุการณ์นี้จะสงบลง เพราะตั้งแต่มีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกบฏและกองทัพยูเครน เมื่อต้นเดือน ก.ย. ทางสหประชาชาติเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตถึงเกือบ 4,000 คน

ทั้งนี้ เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นแต่เพียงเหตุการณ์ที่กระทบต่อความสัมพันธ์ ของรัสเซียและชาติตะวันตกเท่านั้น เพราะในแง่ของเศรษฐกิจเองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะยูโรโซนซึ่งมีสภาพเศรษฐกิจอ่อนแอเป็นทุนเดิม และยูเครนรวมไปถึงพี่ใหญ่อย่างรัสเซียเองก็เจ็บไปไม่ใช่น้อยเช่นกัน

นอกจากนี้แล้ว ความกังวลเรื่องวิกฤตในรัสเซียและยูเครนเองก็กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนโลกด้วย เห็นได้จากการสำรวจของบลูมเบิร์กที่ พบว่า 52% ของผู้ตอบแบบสอบถาม เลือกให้ความขัดแย้งระหว่างยูเครนและรัสเซียเป็นภัยคุกคามต่อตลาดการเงินโลกมากที่สุดเลยทีเดียว

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่