
Luxury Japan 14
หลังจากฝ่าสายฝนมาตลอดบ่าย ในที่สุดเราก็มาถึงที่พักซึ่งมีด้วยกัน 2 แห่ง คือ Wasurenosato Gajyoen และ Myoken Ishiharasou
หลังจากฝ่าสายฝนมาตลอดบ่าย ในที่สุดเราก็มาถึงที่พักซึ่งมีด้วยกัน 2 แห่ง คือ Wasurenosato Gajyoen และ Myoken Ishiharasou ซึ่งทั้งสองแห่งเป็นที่พักที่การรถไฟคิวชูได้เตรียมไว้สำหรับผู้โดยสารของรถไฟ Seven Stars โดยพักที่ Gajyoen 8 ห้อง และที่ Ishiharasou อีก 4 ห้อง ทั้งสองแห่งอยู่กันคนละฝั่งของแม่น้ำ Amori แห่งแรกจะสงวนไว้ 2 ห้องสำหรับผู้โดยสารที่เป็นชาวต่างชาติ ที่เหลือ 6 ห้องเป็นของผู้โดยสารชาวญี่ปุ่น ส่วนที่พักแห่งที่ 2 จะรองรับเฉพาะผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นและผู้โดยสารที่เหมาขบวนเท่านั้น พวกเราชาวไทยได้นอนกันที่ Gajyoen ในขณะที่ชาติอื่นไปนอนกันที่ Ishiharasou แต่เพื่อให้ได้เห็นกันครบถ้วน ทั้งสองชุดก็จะสลับกันไปดูที่พักที่ตัวเองไม่ได้นอน พวกเราจึงได้ไปดู Ishiharasou กันก่อน
Myoken Ishiharasou เป็นเรียวกังร่วมสมัยที่ไม่ได้ญี่ปุ่นจ๋า แต่ค่อนข้างแนวห้องนอนเป็นห้องเตียงและมีอ่างอาบน้ำส่วนตัวตรงริมระเบียงมองเห็นวิวแม่น้ำเต็มๆ ห้องนั่งเล่นซึ่งอยู่ติดกันก็โชว์ผนังปูนที่เข้ากันกับเฟอร์นิเจอร์หวายได้เป็นอย่างดี ห้องอาหารของที่นี่ตกแต่งด้วยไม้และของเก่าแต่ดูเก๋ อย่างริมผนัง ด้านหนึ่งก็เอากล้องเก่ามาเรียงตามยาวขนานไปกับแนวไม้ หรือผนังอีกด้านก็เอาภาชนะต่างชนิดแต่สีเดียวกันมาจัดเรียงใหม่ให้แปลกตา ออกจากห้องอาหารเดินลงมาชมวิวริมแม่น้ำก็มีบ่อแช่เท้าด้วย ส่วนห้องอาบน้ำแร่อยู่อีกส่วนหนึ่งของอาคารก็ติดริมแม่น้ำเช่นกัน มีทั้งบ่อรวมและบ่อส่วนตัวให้เช่าได้ พวกเราดูกันพอเห็นภาพแล้วก็เดินทางกลับยังที่พักของเราที่ Gajyoen หน้าทางเข้ามีป้าย Seven Stars ติดไว้ให้เห็นเป็นสง่า จากด้านหน้าเราต้องเดินลงเนินไป ถ้าเป็นผู้สูงวัยก็สามารถให้รถของโรงแรมขึ้นมารับได้ ที่นี่แตกต่างกับ Ishiharasou อย่างชัดเจน สะท้อนวลีแรกของชื่อคือ Wasurenosato ซึ่งหมายถึง บ้านหรือหมู่บ้านที่ถูกลืม บอกได้คำเดียวว่าหลงเสน่ห์ตั้งแต่เห็นตอนอยู่ที่ Ishiharasou แล้ว อย่างที่บอกครับว่าทั้งสองแห่งอยู่คนละฝั่งของแม่น้ำจึงมองเห็นกันและกัน ภาพที่ผมมองข้ามมาคือบ้านญี่ปุ่นหลังคามุงหญ้าทรงสูงแนวเดียวกับที่หมู่บ้าน Shirakawa แต่ตั้งอยู่ในป่าบนเนินเขาริมแม่น้ำ แค่เห็นก็อยากลองไปนอนแล้วครับ พอเดินเข้าไปเจอของจริงนี่ชอบเลย กระต๊อบเล็กๆ หลังแรกเป็นทั้งรีเซฟชั่นและร้านขายของที่ระลึก กระต๊อบถัดไปเป็นห้องนั่งเล่น ติดกันเป็นเตา Irori แล้ววางเก้าอี้ล้อมเตาไว้ เวลากลางคืนเขามี amasake หรือเหล้าหวานไว้คอยบริการแก้หนาว กระต๊อบในสุดเป็นครัวญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมเหมือนที่เคยเห็นในหนังซามูไร พ่อครัวยืนย่างปลาบนเตาถ่านเห็นแล้วหิวเลย พวกเรารีบขึ้นห้องไปเก็บของ ห้องพักของผมต้องขึ้นบันไดไปอีก เป็นห้องเสื่อทาทามิมีส่วนนั่งเล่นแยกต่างหาก และมีบ่อน้ำแร่ส่วนตัวในห้องพักเลยเช่นเดียวกันกับที่ Ishiharasou แต่ของที่ Gajyoen จะเป็นแบบ Traditional คือมีที่นั่งอาบน้ำเหมือนในห้องอาบน้ำรวมและบ่อแช่น้ำร้อนแบบย่อส่วนสำหรับคนเดียว ผมชอบแบบญี่ปุ่นมากกว่าแบบร่วมสมัยเพราะได้อรรถรสของการแช่น้ำแร่อย่างแท้จริง ยิ่งได้บรรยากาศกลางป่าริมน้ำแบบที่นี่ด้วยแล้ว มันสุขกายสบายใจจริงๆ ครับ
ปกติถ้ามานอนเรียวกังกันเองอาหารค่ำมักจะเสิร์ฟในห้องพัก แต่รอบนี้เขาเชิญมาเลยได้มาทานที่ห้องอาหาร เมนูในเรียวกังแบบดั้งเดิมมักจะเป็น Kaiseki ในขณะที่เรียวกังร่วมสมัยหลายแห่งมักมีตัวเลือกเป็นอาหารฝรั่งให้ด้วย อาหารของที่ Gajyoen จะเน้นที่วัตถุดิบซึ่งผลิตเองเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผักออร์แกนิกที่เขาปลูกเอง ตอนเดินผ่านครัวยังเห็นสารพัดผักทั้งมะเขือยาว มะเขือม่วง พริกหวาน วางเรียงอยู่บนชั้นดูน่ากินมาก พอเข้ามาในห้องอาหาร อย่างแรกที่เสิร์ฟมาเลย ก็คือ ผักสดแช่น้ำแข็ง มีมะเขือเทศ แครอต พริกหวาน แตงกวา และผักใบอีกหลายอย่างที่ผมไม่รู้จัก รู้แต่ว่าสดมากกินเปล่าๆ ก็อร่อยหรือกินกับเครื่องจิ้มที่ให้มาก็ได้รสชาติดี จานถัดมาเป็นเมนูที่ผมคาดไม่ถึง เพราะตอนที่เขาถามมาว่าทานซาชิมิได้หรือไม่ ผมตอบอย่างมั่นใจว่าได้ แต่พอมาเจอซาชิมิไก่นี่ไปไม่เป็นเลยครับ ทั้งเนื้อหนังเครื่องในมากันสดๆ แต่ก็ไม่ใช่สดแบบชุ่มเลือดนะครับ ดูสะอาดสะอ้านดี ลำพังเนื้อไก่สดยังพอไหวแต่เครื่องในนี่ขอผ่าน มันไม่ได้จริงๆ ครับ เป็นสิ่งที่ต้องจดจำเลยว่าคราวหน้าคราวหลังต้องถามให้ละเอียดว่าเป็นซาชิมิอะไร
จานต่อไปนี่ค่อยยิ้มออก เนื้อไก่ย่างถ่านไม้มาหอมฉุย เนื้อนุ่มยังชุ่มฉ่ำเคี้ยวแล้วออกรสออกชาติดี มาคู่กับไก่ทอดคาราอาเกะที่อร่อยไม่แพ้กัน แต่ผมชอบแบบย่างมากกว่า เสิร์ฟมาพร้อมข้าวโพดย่างหวานอร่อย ตามมาติดๆ เป็นหมูสามชั้นต้มซีอิ๊วเสิร์ฟมาในภาชนะรูปกระบอกไม้ไผ่ รสชาติเข้มแต่ไม่หนักเนื้อติดมันนุ่มจนแทบจะละลาย จานถัดมาเป็นปลาย่างหอมฉุยที่เราเห็นพ่อครัวย่างตอนเราเข้ามา เนื้อปลาหวานปนรสเค็มของเกลืออร่อยจนเหลือแต่หัวกับก้าง ตามด้วยเทมปุระผักออร์แกนิกถ้าเป็นใบก็กรอบไปหมดทั้งชิ้น ส่วนมันเทศกรอบนอกนุ่มในรสชาติหวานกำลังดี จบคอร์สด้วยข้าวหน้าปลาไหลและโซบะเย็น ของหวานเป็นเมล่อนกับแตงโมหวานฉ่ำ ปิดท้ายด้วยขนมดังโกะและกาแฟร้อนรสเข้ม เป็นมื้อที่อิ่มอร่อยแต่ไม่แน่น
ทานอาหารเสร็จเราก็ออกมานั่งคุยกันต่อที่เตาอิโรริ ดื่มสาเกหวานท่ามกลางอากาศสบายๆ ปลายฤดูร้อน นึกไปนึกมาจำได้ว่าบรรยากาศแบบนี้คล้ายกับสมัยยังวัยรุ่นแล้วไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ มันให้ความรู้สึกที่อบอุ่นมากกว่านอนโรงแรม เป็นความรู้สึกเหมือนอยู่กับบ้านต่างจังหวัดยังไงยังงั้น ยอมรับเลยว่ามีความสุขมากกว่านอนโรงแรมดีๆ บางแห่งเสียอีก ความหรูหราอาจจะตอบโจทย์ทางกายภาพได้ แต่ถ้าเป็นสุนทรียภาพ ผมยืนยันได้เลยว่า Gajyoen มีให้คุณเต็มอิ่มเลยครับ







