
หุ้นทั่วโลกแรงฉุดไม่อยู่มูลค่าหลักทรัพย์ทะยาน2,000ล้านล.!
ตลาดหุ้นโลกเข้าสู่ยุคกระทิง นักลงทุนเมินวิกฤตการเมือง เชื่อธนาคารกลางลุยกระตุ้นเศรษฐกิจ ดันมูลค่าหลักทรัพย์ทั่วโลกพุ่งทะลุ 66 ล้านล้านเหรียญสหรัฐแล้ว
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ตลาดหุ้นโลกเข้าสู่ยุคกระทิง นักลงทุนเมินวิกฤตการเมือง เชื่อธนาคารกลางลุยกระตุ้นเศรษฐกิจ ดันมูลค่าหลักทรัพย์ทั่วโลกพุ่งทะลุ 66 ล้านล้านเหรียญสหรัฐแล้ว
บลูมเบิร์กรายงานเมื่อวันที่ 27 ส.ค.ว่า หุ้นที่มีการซื้อขายทั่วโลกนั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นับตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.เป็นต้นมา ทำให้มูลค่าหุ้นทั่วโลกโดยรวมทะลุหลัก 66 ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วเป็นสถิติใหม่ล่าสุด (ราว 2,112 ล้านล้านบาท) โดยที่นักลงทุนทั่วโลกต่างให้น้ำหนักกับการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางทั่วโลกมากกว่าที่จะให้ความสนใจกับวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก
รายงานระบุว่า ดัชนีเอ็มเอสซีไอ ออล คันทรี เวิลด์ อินเด็กซ์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดระดับราคาหุ้นทั่วโลกตั้งแต่บราซิลมายังญี่ปุ่นนั้นปรับเพิ่มขึนถึง 3.8% จากจุดต่ำสุดในเดือนนี้ ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐก็เป็นตัวนำทัพ โดยดัชนีเอสแอนด์พี500 สามารถทะลุแนวต้านที่ 2,000 จุด ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นักลงทุนทั่วโลกต่างไม่ให้น้ำหนักกับวิกฤตในยูเครน หรือวิกฤตในฉนวนกาซา และในอิรักนัก โดยนักลงทุนต่างมุ่งเก็งสถานการณ์ของธนาคารกลางทั่วโลกที่จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อช่วยฟื้นการเติบโตกันมากกว่า โดยดัชนีหุ้นยุโรป 600 ก็ปรับขึ้นมากที่สุดในช่วง 2 วันมานี้นับตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่ มาริโอ ดรากี ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ส่งสัญญาณว่าอาจจะต้องมีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อช่วยกลุ่มยูโรโซนจากภาวะเงินฝืด
“สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์นั้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญและการเปิดฉากโจมตีครั้งใหม่ๆ ก็เป็นเรื่องน่าสะเทือนขวัญ แต่นั่นยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกได้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจในอเมริกา ขณะที่ดรากีได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าพร้อมแล้วสำหรับมาตรการกระตุ้นการเติบโต และนั่นก็ช่วยเสริมบรรยากาศโดยรวมได้เป็นอย่างดี” แพททริค สเปนเซอร์ หัวหน้าฝ่ายการขายหุ้นสหรัฐ ประจำบริษัท โรเบิร์ค ดับบลิว เบียร์ด แอนด์ โคในกรุงลอนดอนของอังกฤษ กล่าว
ในช่วงสองวันที่ผ่านมานี้ ดัชนีเอสแอนด์พี500 ของตลาดหุ้นวอลสตรีทได้ปรับขึ้นมากถึง 0.6% ไปปิดที่ 2,000.02 จุด หลังจากที่ได้รับแรงบวกจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสหรัฐปรับขึ้นสูงที่สุดในรอบเกือบ 7 ปี ในเดือน ส.ค. และยอดสั่งผลิตสินค้าประเภทคงทนก็ปรับขึ้นด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ ตามข้อมูลที่รวบรวมไว้โดยบลูมเบิร์กพบว่า มูลค่าหลักทรัพย์ทั่วโลกได้ปรับเพิ่มขึ้นแตะ 25 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2009 ก่อนที่จะเพิ่มมูลค่าขึ้นมาอยู่ที่ 63 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2007 แต่ก็ถูกลบสถิติด้วยมูลค่าล่าสุดในปัจจุบันที่ 66 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ







