
สหรัฐถอนคิวอีกระทบเฉพาะจังก์บอนด์
กูรูหมดห่วงถอนคิวอี บลจ.วรรณ เตือนระวังทิ้งจังก์บอนด์ หลังสภาพคล่องหด
กูรูหมดห่วงถอนคิวอี บลจ.วรรณ เตือนระวังทิ้งจังก์บอนด์ หลังสภาพคล่องหด
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ กล่าวในงานเสวนา “จับทางเศรษฐกิจ ชี้ทิศลงทุน” ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ว่า การถอนสภาพคล่องในมาตรการคิวอีของสหรัฐประมาณ 3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 35% ของสภาพคล่องในตลาดโลกที่ประมาณ 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ผลกระทบย่อมจะเกิดขึ้นแน่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
อย่างไรก็ดี ถ้ามองระยะสั้น การลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์สภาพคล่องยังน่าจะดี เพราะในปีนี้สภาพคล่องยังจะสูงอยู่ แต่ก็ต้องรอฟังความชัดเจนและการส่งสัญญาณของเฟดด้วย คาดว่าภายในสิ้นปีนี้แนวโน้มตลาดหุ้นยังดีอยู่ แต่ถ้านักลงทุนต่างชาติไม่กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ดัชนีหุ้นไม่มีทางขึ้น 1,600 จุดได้
นายวิน กล่าวว่า สิ่งที่ต้องระวัง คือ การลงทุนในตราสารหนี้ที่ไม่มีอันดับความน่าเชื่อถือหรือจังก์บอนด์ที่มีออกมาขายในประเทศไทยค่อนข้างมาก ซึ่งจะถูกผลกระทบก่อน
ทั้งนี้ สมมติธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ดูดสภาพคล่องออก 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฉลี่ยตัวทวีจะกระทบเป็น 2 เท่า ฉะนั้นสภาพคล่องจะกระทบประมาณ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภาพนี้จะเกิดในครึ่งหลังของปีหน้าเป็นต้นไป และคาดว่าดอกเบี้ยน่าจะเริ่มขยับประมาณไตรมาส 3 ปี 2558
ปัจจุบันจังก์บอนด์ที่มีอยู่ในระบบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ถือโดยนักลงทุนรายใหญ่ หรือสถาบันที่ลงทุนในหุ้นกู้ที่ไม่ผ่านการจัดอันดับเครดิต หรือไม่มีเครดิตก็ได้ แตกต่างจากนักลงทุนรายย่อยที่ต้องลดลงทุนในหุ้นกู้ที่มีเครดิตที่กำหนดเท่านั้น
ด้าน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การถอนคิวอีของสหรัฐน่าจะกระทบไทยให้เกิดการตื่นตระหนกในระยะสั้นบ้าง แต่เศรษฐกิจไทยไม่น่าห่วงมาก การบริโภคยังอยู่ในระดับที่ดี และเชื่อว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยไปจนถึงสิ้นปีนี้ ส่วนเศรษฐกิจไตรมาส 3 น่าจะโตได้ที่ 3% ไตรมาส 4 โต 5% รวมทั้งปีน่าจะยังโตได้ประมาณ 2%
ขณะที่นายศุภกร สุนทรกิจ กรรมการบริหาร สายงานบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ กล่าวว่า การถอนคิวอีของสหรัฐน่าจะกระทบไทยน้อย หากเศรษฐกิจปีหน้าเติบโตตามคาดการณ์ 5.1% เชื่อว่ากำไรของบริษัทในตลาดหุ้นจะโตเกิน 15% คาดว่าปลายปีนี้ดัชนีอยู่ที่ 1,600 จุด ส่วนปีหน้าอาจจะมีโอกาสเห็น 1,800 จุด







