
Luxury Japan (ตอน1)
ก่อนอื่นขออนุญาตกล่าวขอบคุณท่านผู้อ่านที่ไปให้กำลังใจในงานเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ก่อนอื่นขออนุญาตกล่าวขอบคุณท่านผู้อ่านที่ไปให้กำลังใจในงานเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และได้ให้ทั้งคำแนะนำและคำชื่นชมที่หลากหลาย หนึ่งในคำแนะนำนั้นก็คือ การสืบค้นร้านอาหารดีๆ และที่พักหรูๆ ในเว็บไซต์ชื่อดังของเมืองไทยนั้นไม่ค่อยจะมีข้อมูลสักเท่าไหร่ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่วางแผนเดินทางไปเที่ยวเองจะต้องคิดเหมือนกันคือ กินอยู่อย่างประหยัด ลูกค้าหลายท่านที่ไปเดินในงานนั้นก็มีที่มองหาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวในระดับบน แต่บริษัททัวร์เกือบทุกแห่งแข่งกันขายของถูก คนชอบของดีเลยเกือบจะเสียเที่ยว บังเอิญว่าหลายท่านได้แวะเวียนมาที่บูธของเรา เลยได้มีโอกาสพูดคุยแนะนำกันทั้งเรื่องขับรถเที่ยว ขี่จักรยาน เล่นสกี โรงแรมดีๆ และร้านอาหารเลิศๆ บางท่านเลยขอให้ผมช่วยแนะนำผ่านทางคอลัมน์นี้จะได้เก็บไว้เป็นข้อมูลเผื่อจะได้ใช้ประโยชน์ในโอกาสต่อไปด้วย ผมเลยถือโอกาสฉลองศรัทธาท่านผู้อ่านเปิดซีรี่ส์ใหม่ในชื่อ Luxury Japan เพราะตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทางญี่ปุ่นได้เชิญไปสำรวจเส้นทางและบริการบางอย่างซึ่งมีจุดมุ่งหมายจะดึงนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงให้เข้ามาเที่ยวหรือใช้บริการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทริป Luxury Hokkaido ทริป Snow Expo และล่าสุดที่ผมกำลังจะไปในสัปดาห์หน้าคือทริป Seven Stars ล้วนแล้วแต่หรูหราราคาแพงแทบทั้งสิ้น 2 ทริปแรกเขาเชิญบริษัททัวร์จากเมืองไทยแค่บริษัทเดียว ส่วนทริปที่กำลังจะไปก็ยังไม่ทราบว่าจะมีกี่บริษัท ในขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่างสิงคโปร์หรือจีน มีบริษัททัวร์รับเชิญมามากกว่าเราเสียอีก เวลาไปทริปแบบนี้ก็เลยเหงาทุกที และเป็นที่สังเกตได้ว่าตลาดหรูหราระดับบนนี้ยังมีผู้ให้บริการในบ้านเราไม่มากนักทั้งๆ ที่เรามีประชากรมากกว่าสิงคโปร์หลายเท่าตัว ผมเลยคิดว่าน่าจะลองนำเสนอข้อมูลในแนวนี้ดูบ้าง เพราะคนชอบของดีและมีคุณภาพในบ้านเราต้องไม่น้อยกว่าชาติใดในโลกแน่นอน
ตลาดนักท่องเที่ยวแบบ Luxury นั้นไม่ได้หมายถึงแค่นอนโรงแรมหรู ทานร้านอาหารเลิศเท่านั้น เพราะลำพังโรงแรมหรือร้านอาหารระดับติดดาวแค่ท่านมีเงินมากพอก็ไปลองชิมลองนอนกันได้แล้ว แต่คำตอบของตลาด Luxury ที่ญี่ปุ่นเขาเลือกมันมาจาก Life Style หรือแนวทางการใช้ชีวิต ผมถามเขาว่าทำไมถึงเลือกเชิญเรา คำตอบง่ายๆ ของเขาคือ แนวทางการใช้ชีวิตและวิธีคิดของเราแตกต่างจากแนวทางของคนส่วนใหญ่ในตลาดท่องเที่ยวของไทย เขาไม่ได้มองที่จำนวนนักท่องเที่ยวว่าเราขายได้มากแค่ไหน ไม่ได้มองว่าเราทุ่มโฆษณาในทุกสื่อหรือไม่ แต่มองว่า หนึ่ง เรามีศักยภาพที่จะพัฒนาตลาดนี้ในเมืองไทยได้หรือไม่ และสอง เราเป็นอย่างที่เขาคิดจริงๆ หรือแค่คุยโม้โอ้อวด ผมไม่แน่ใจว่าถูกทดสอบข้อสองไปตอนไหน แต่สรุปว่าเขาเลือกเรา ผมจึงตั้งใจจะเขียนซีรี่ส์ชุดนี้ให้ครอบคลุมในหลายๆ เรื่อง ทั้งที่พัก ที่กิน ที่เที่ยว ที่ช็อปและการเดินทาง รวมทั้งกิจกรรมสำหรับผู้รักการใช้ชีวิต แต่ทั้งหมดจะอยู่บนระดับที่สูงกว่ามาตรฐานทั่วไปครับ
สิ่งแรกที่ทุกท่านจะเริ่มคิดเมื่อวางแผนจะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นก็คือสายการบิน แน่นอนว่าการเดินทางในระดับที่ดีกว่ามาตรฐานก็ต้องใช้บริการในระดับที่สูงกว่าชั้นทัศนาจร (Economy Class) พอดีว่า 2 สัปดาห์ก่อน สายการบินเจแปน แอร์ไลน์ ได้เชิญให้ไปลองทานอาหารที่บริการบนชั้นธุรกิจ แต่ไม่ได้ทานบนเครื่องบินนะครับ เขาเชิญไปที่ศูนย์ลูกเรือ มีแอร์โฮสเตสใส่เครื่องแบบเต็มยศมาดูแลเสมือนจริงทั้งอาหารและเครื่องดื่ม วันนี้เลยขอถือโอกาสแนะนำชั้นธุรกิจใหม่ของสายการบินเจแปน แอร์ไลน์ ให้ท่านรู้จัก เผื่อเป็นทางเลือกสำหรับท่านที่ไม่ชอบความหนาแน่น เพราะ JAL เขาใช้เครื่องโบอิ้ง 767 และ 777 ทำการบินในเส้นทางกรุงเทพฯโตเกียว และกรุงเทพฯโอซากา หลายท่านอาจจะชอบเครื่องใหญ่อย่างโบอิ้ง 747 หรือเครื่อง 2 ชั้นอย่างแอร์บัส 380 แต่หลังจากที่ผมเจอขั้นตอนการบอร์ดดิ้งซึ่งใช้เวลานานกว่าปกติและยิ่งตอนช่วงผ่านด่านตรวจคนเข้าประเทศญี่ปุ่นนี่ไม่สนุกเลยถ้าเที่ยวบินนั้นมีผู้โดยสารเต็มลำ โดยเฉพาะที่สนามบินนาริตะช่วงเช้า สารพัดเครื่องของพันธมิตรแห่งดวงดาวต่างพากันพร้อมใจลงจอดที่เทอร์มินอล 1 ผมเคยติดอยู่ในแถวเกือบชั่วโมง ห้องน้ำก็ยังไม่ได้เข้า มันบีบคั้นเอามากๆ เทียบกับเครื่อง 767 หรือ 777 ที่รับผู้โดยสารได้ 200 นิดๆ แล้วสะดวกกว่ากันเยอะ เมื่อก่อนชั้นธุรกิจของ JAL นั้นถูกมองว่าไม่คุ้มค่า เพราะเป็นที่นั่งรุ่นเก่า โดยเฉพาะในเครื่อง 767 แต่ตอนนี้ทาง JAL เขาปรับปรุงใหม่ไฉไลเอี่ยมอ่องแล้ว ที่นั่งชั้นธุรกิจรุ่นล่าสุด JAL Sky Suite นั้นนั่งสบายนอนสบายไม่แพ้เครื่องไหนๆ ทั้งสิ้น อุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็ทันสมัยครบครัน ทีวีจอใหญ่ 15.4 นิ้ว หน้าจอระบบสัมผัสดูหนังกันให้เต็มตา การจัดผังที่นั่งแบบ 121 ทำให้ทุกที่นั่งสะดวกในการเข้าออก ความสะดวกนี้ยังเผื่อแผ่ไปถึงชั้นทัศนาจรอีกด้วย เพราะที่นั่งรุ่นใหม่ JAL Sky Wider นั้นเพิ่มระยะห่างของที่นั่งให้อีก 10 ซม. และขยายหน้าจอทีวีเป็น 10.6 นิ้ว พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบถ้วนเช่นกัน
ส่วนอาหารก็หรูดูดีขึ้นเยอะ ใครขึ้นเครื่องเจแปน แอร์ไลน์ ขอแนะนำให้ทานอาหารญี่ปุ่นหรืออาหารฝรั่ง เพราะเขาใช้พ่อครัวจาก Kikusui ร้านอาหารญี่ปุ่นชั้นเยี่ยมมาดูแลและใช้ครัว LSGSky Chefs สำหรับอาหารฝรั่ง ผมเลือกเมนูอาหารฝรั่ง เพราะอยากทานสเต๊ก อาหารจานแรกเป็นสลัดผักสดราดน้ำสลัดอร่อยมากทานกับเนื้อม้วนมะกอกที่นุ่มละมุนเคี้ยวสบายและปลาแซลมอนรมควัน เสิร์ฟมาคู่กันกับคอนซอมเม่รสเยี่ยม โดยเฉพาะหมูสับในน้ำซุปนี่อร่อยสุดๆ ขนมปังอบมาร้อนๆ นุ่มเหนียวรสชาติดีเหมือนทานขนมปังจากร้านเบเกอรี่ชื่อดัง จานหลักเป็นสเต๊กเนื้อชิ้นโตราดด้วยซอสหอมหัวใหญ่ ถึงจะเป็นเนื้อออสเตรเลียแต่ก็นุ่มมาก ถูกใจ Beef Lover อย่างผมเป็นที่สุด ยิ่งได้ข้าวสวยที่หุงจากข้าวโคชิฮิคาริด้วยแล้วบอกได้คำเดียวว่า สุดยอด เพราะทางเจแปน แอร์ไลน์ เขามีหม้อหุงข้าวบนเครื่องเลย ไม่ใช่ข้าวแช่แข็งแล้วนำมาอุ่น จึงได้ข้าวที่ใหม่สดและอร่อยกว่า ปิดท้ายด้วยช็อกโกแลตมูสไส้กล้วยและเสาวรส อิ่มอร่อยจนพุงกางเลย
นอกจากที่นั่งใหม่กว้างใหญ่สบาย อาหารอร่อยคุณภาพเยี่ยมแล้ว จุดเด่นอีกประการของเจแปน แอร์ไลน์ ก็คือ Baggage Allowance หรือจำนวนสัมภาระที่ลูกค้าสามารถเช็กอินได้ถึง 3 ชิ้น สำหรับชั้นธุรกิจ จุน้ำหนักได้ถึงใบละ 32 กิโลกรัม สูงสุด 3 ชิ้น รวมกันก็ 96 กิโลกรัม ถ้าไปกัน 2 คน แบกได้เกือบ 200 กิโลกรัม ช็อปกระจายก็ยังมีน้ำหนักเหลือ แต่ถึงจะนั่งชั้นทัศนาจรก็ยังคุ้ม เพราะเช็กอินได้ 2 ใบ ใบละไม่เกิน 23 กิโลกรัม รวมสูงสุดได้ 46 กิโลกรัม ถือว่าสูงที่สุดในบรรดาสายการบินที่บินไปญี่ปุ่นทุกสาย ทั้งหรูทั้งคุ้มอย่างนี้ไม่ลองใช้ดูบอกได้คำเดียวว่าน่าเสียดายครับ







