
มาเลย์ วอนกบฏยูเครน หยุดทำลายหลักฐาน
มาเลเซียออกโรงขอกลุ่มกบฏยูเครนยุติการกระทำใดๆ ก็ตามที่จะเป็นการทำลายหลักฐาน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
มาเลเซียออกโรงขอกลุ่มกบฏยูเครนยุติการกระทำใดๆ ก็ตามที่จะเป็นการทำลายหลักฐาน โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไร้ัมนุษยธรรม พร้อมขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ปกป้องสถานที่เกิดเหตุ รวมถึงทรัพย์สินของเหยื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมด 298 คน รวมถึงประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าต้องลากตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายทันที
คำขอร้องข้างต้นมีขึ้นหลังรัฐบาลยูเครน รายงานว่า กลุ่มกบฏในภูมิภาคตะวันออกซึ่งคุมพื้นที่เกิดเหตุเครื่องบินตกกำลังช่วยรัสเซียทำลายหลักฐานชิ้นสำคัญ ซึ่งทำให้อธิบายได้ว่าทำไมจึงมีการจำกัดการเข้าถึงพื้นที่ของทีมเจ้าหน้าที่สืบสวนก่อนหน้านี้
“กลุ่มก่อการร้ายกำลังพยายามทำลายหลักฐานอาชญากรรมครั้งนี้ มีการเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิต 38 คนออกจากพื้นที่ และมีคนสำเนียงรัสเซียข่มขู่เจ้าหน้าที่ไม่ให้ตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยา” แถลงการณ์รัฐบาลยูเครน ระบุ ก่อนยอมรับจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานการพบกล่องดำจากซากเครื่องบินในที่เกิดเหตุ
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้แล้วอย่างน้อย 186 คน จาก 298 คน และสำรวจพื้นที่ได้แล้วกว่า 18 ตารางกิโลเมตร จากทั้งหมด 25 ตารางกิโลเมตร ที่เศษชิ้นส่วนกระจายอยู่
ทั้งนี้ หลังมีรายงานว่า กลุ่มกบฏในยูเครนไม่ให้ความร่วมมือและจำกัดการเดินทางเข้าพื้นที่ เหลียวเทียงไหล รัฐมนตรีคมนาคมมาเลเซีย เตรียมมุ่งหน้าไปยังกรุงเคียฟ เพื่อประสานงานและรับรองความปลอดภัยให้กับทีมเจ้าหน้าที่สืบสวนที่จะลงพื้นที่ ขณะเดียวกันยังแสดงความเชื่อมั่นว่าทางการรัสเซียจะให้ความพยายามอย่างดีที่สุดในการเปิดทางให้ทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อย่างราบรื่น และกู้ร่างเหยื่อทั้งหมดได้สำเร็จ
ด้าน ฮิชามมุดดิน ฮุสเซน รัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซีย ระบุชัดว่า มาเลเซียจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากนานาประเทศในการค้นหาความจริงที่เกิดขึ้นว่าเครื่องบินถูกยิงได้อย่างไร และใครต้องรับผิดชอบต่อเหตุที่เกิดขึ้น
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีฝ่ายใดออกมาอ้างความรับผิดชอบที่เกิดขึ้น กระนั้นชาติตะวันตกรวมถึงประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ระบุชัดเจนว่า กลุ่มกบฏฝักใฝ่รัสเซียในยูเครนเป็นผู้ยิงเครื่องบินโบอิ้ง 777 ลำนี้ และเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้สหภาพยุโรป (อียู) เพิ่มมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ขณะที่ ชัค เฮเกล รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่น่าเชื่อได้ว่ารัสเซียมีส่วนเกี่ยวข้องจะทำให้แดนหมีขาวโดนโดดเดี่ยวมากขึ้น
ด้านนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล แห่งเยอรมนี ยอมรับว่า รัสเซียควรต้องมีส่วนรับผิดชอบ หลังมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่ากลุ่มกบฏฝักใฝ่รัสเซียในยูเครนเกี่ยวข้อง แต่การคว่ำบาตรจะยังไม่ใช้ในทันที โดยต้องรอให้มีการสืบสวนพยานหลักฐานอย่างชัดเจนเสียก่อน
ทั้งนี้ ท่ามกลางความพยายามในการสืบสวนหาสาเหตุและผู้ลงมือก่อเหตุโศกนาฏกรรมครั้งนี้ สื่อหลายสำนักต่างรายงานอ้างความเห็นผู้เชี่ยวชาญที่คาดการณ์ความเป็นไปได้ของสาเหตุที่เกิดขึ้น โดยล่าสุด สำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์ รัสเซีย ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นความเข้าใจผิดคิดว่าเที่ยวบินเอ็มเอช 17 เป็นเครื่องบินประจำตำแหน่งของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย
“เป็นไปได้ว่า เป้าโจมตีครั้งนี้อาจเป็นเครื่องบินประธานาธิบดีปูตินที่บินผ่านพื้นที่นี้ในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งยังมีรูปร่างลวดลายที่ใกล้กัน” อินเตอร์แฟกซ์ ระบุ
ด้านความคืบหน้าของสถานการณ์ล่าสุด ทางสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ได้เปลี่ยนแปลงเรื่องสัญชาติของผู้เสียชีวิต โดยยืนยันอย่างเป็นทางการว่า มีชาวเนเธอร์แลนด์ทั้งหมด 192 คน จากเดิมที่ 189 คน และมีผู้โดยสารถือสองสัญชาติ คือ สหรัฐกับเนเธอร์แลนด์ 1 คน
นอกจากนี้ ในบรรดาผู้เสียชีวิตทั้งหมด นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค แห่งมาเลเซีย ยืนยันผ่านทวิตเตอร์ว่า สิที อามิราห์ วัย 83 ปี ย่าเลี้ยง เป็นหนึ่งในผู้โดยสารสัญชาติมาเลเซีย 44 คนที่เสียชีวิต โดยรัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศลดธงครึ่งเสาไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตทั้งหมด พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายสวดภาวนาเพื่อให้ประเทศรอดพ้นจากหายนภัยต่างๆ
ในส่วนของสถานะของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส แม้มีความเห็นจากนักวิเคราะห์ ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอุบัติเหตุที่ไม่ใช่ความผิดของสายการบิน ดังนั้นจึงไม่มีอารมณ์กราดเกรี้ยวของครอบครัวผู้เสียชีวิตให้เห็น แต่ก็ถือเป็นวิกฤตของมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ที่เกิดขึ้นเพียง 4 เดือนหลังเที่ยวบินเอ็มเอช 370 หายลึกลับ จนน่าวิตกว่าสายการบินอาจไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้หากไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ หรือต่อให้ได้เงินช่วยเหลือแล้วก็ยังเป็นที่น่ากังขาว่า สายการบินจะสามารถดำเนินงานต่อไปได้หรือไม่ และเสี่ยงต้องปิดกิจการในที่สุด







