
เลือกทางไหนดี
ถ้าคุณเกิดอยู่ในเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานที่อาจถึงแก่ชีวิตของผู้อื่น
ถ้าคุณเกิดอยู่ในเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานที่อาจถึงแก่ชีวิตของผู้อื่น จะเลือกยื่นมือเข้าช่วยหรือปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม
คำถามข้างต้นถือเป็นเรื่องที่สังคมจีนกำลังให้ความสนใจอย่างมาก เห็นได้จากหลายๆ เหตุการณ์ที่มีทั้งวีรบุรุษและผู้ที่คอยสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ โดยไม่ยี่หระกับผู้เคราะห์ร้าย ดูเหมือนว่าคนประเภทหลังจะมีสัดส่วนมากกว่าหลายเท่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะหากคุณได้เป็นวีรบุรุษ ชีวิตที่เหลืออาจไม่ได้อยู่ในสภาพครบ 32 หรือไม่ก็กลายเป็นภาระของคนในครอบครัว แล้วความภาคภูมิใจที่ได้มาจะมีความหมายอะไรกัน ขณะที่คนกลุ่มหลังซึ่งมักตกเป็นจำเลยสังคม แม้ว่าจะไม่ได้รับคำสรรเสริญเยินยอ แต่ก็ไม่ต้องสูญเสียอะไร เพียงแค่ถูกมองว่าเป็นพวกแล้งน้ำใจซึ่งก็มีอยู่เกลื่อนกลาดในสังคมจีนทุกวันนี้
อย่างที่เคยบอกไว้ว่า การสอบเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาหลายล้านคน ทว่า ก่อนที่จะมีการจัดสอบเมื่อเดือนที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์คนร้ายถือมีดฟันแทงคนบนรถบัสคันหนึ่ง ณ เมืองอี๋ชุน มณฑลเจียงซี เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 5 คน ระหว่างเหตุการณ์มีนักเรียนชาย 2 คนกระโจนตัวเข้าไปปะทะกับอาชญากรคนดังกล่าว ทำให้พวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส และไม่สามารถเข้าสอบแข่งขันได้ เรื่องราวที่น่ายกย่องเช่นนี้ไม่น่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ตามมา ทว่า หลังจากที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งหยิบยื่นข้อเสนอในการสอบเป็นกรณีพิเศษให้แก่นักเรียนทั้งสองคนนี้ กระแสทางโซเชียลเน็ตเวิร์กก็กล่าวขานถึงเรื่องราวดังกล่าวด้วยนานาทัศนะ
สำหรับผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการเปิดไฟเขียวของมหาวิทยาลัยหลายแห่งมีความเห็นว่า สิทธิพิเศษดังกล่าวอาจทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของระบบการสอบแข่งขันที่ได้ชื่อว่ามีความยุติธรรมของประเทศ ด้วยเหตุนี้กระทรวงศึกษาธิการจึงหาทางออกด้วยการออกข้อสอบชุดใหม่ ทำให้กระแสการวิพากษ์วิจารณ์ค่อยๆ เบาบางลงไปบ้าง
ในทางตรงกันข้าม เรื่องราวการปล่อยให้กลุ่มอันธพาลรุมตีเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายช่วงกลางวันแสกๆ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต กลายเป็นข่าวครึกโครมอยู่บนหนังสือพิมพ์รายวัน ไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์คนไหนพร้อมที่จะเป็นพยานขึ้นศาลเพื่อชี้ตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ไม่น่าเชื่อว่าผู้เห็นเหตุการณ์จะยอมปล่อยให้เหยื่อถูกรุมทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตโดยไม่คิดที่จะช่วยเหลือ ช่างเป็นเรื่องที่น่าขมขื่นสำหรับคนในสังคมแห่งนี้จริงๆ
อันที่จริง การที่คนในสังคมไม่ค่อยหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่คนแปลกหน้านั้นก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้อยู่ เพราะหลายต่อหลายกรณีที่ผู้หวังดีทั้งหลายตกเป็นเหยื่อของพวกต้มตุ๋นและต้องชดใช้ค่าเสียหายก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย บางรายถึงกับต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจในการหยิบยื่นความช่วยเหลือก็มี อีกอย่างบรรดาวีรบุรุษที่แสดงวีรกรรมมากมายมักจบลงด้วยการเสียเลือดเนื้อและหยาดน้ำตา ไม่มีใครอยากเดินซ้ำรอยของพวกเขา มีผู้มีน้ำใจสักกี่คนของสังคมที่ได้รับการดูแลใส่ใจจากผู้คนในสังคม หลายคนเสียชีวิตไปอย่างไร้ค่า
ผู้ที่มีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมสังคมมักถูกภาครัฐเพิกเฉย ไม่หยิบยื่นความช่วยเหลือเท่าที่ควร และคนธรรมดาเหล่านี้ก็ไม่มีอำนาจที่คอยสั่งให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือในส่วนที่จำเป็น เมื่อเป็นเช่นนี้คงไม่มีใครอยากเป็นผู้เคราะห์ร้ายโดยใช่เหตุ
นับวันคนในสังคมก็อยู่กันแบบตัวใครตัวมัน อยู่กันแบบไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน หวาดระแวงผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา พอเกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญก็มักเลือกที่จะเอาตัวรอด ไม่เคยนึกถึงผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องการความช่วยเหลือ ยิ่งเด็กยุคใหม่ที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ค่อยได้รับการปลูกฝังเรื่องการเอื้ออาทร คนกลุ่มนี้มักมองเหตุการณ์เหล่านี้ด้วยสายตาที่เย็นชา และมีความคิดในเชิงลบกับผู้มีน้ำใจที่หยิบยื่นความช่วยเหลือในเหตุการณ์ระทึกขวัญ
เราจึงเห็นการรณรงค์เรื่อง “พลังแห่งการทำความดี” ในสังคมที่เต็มไปด้วยผู้สังเกตการณ์แห่งนี้ จะสังเกตได้ว่าผู้ที่แสดงความกล้าหาญในการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย มักได้รับการชื่นชมจากสังคมและกลายเป็นขวัญใจมหาชนในเวลาอันรวดเร็ว เพราะสังคมแห่งนี้ขาดแคลนผู้กล้าเหลือเกิน การได้ค้นพบผู้กล้าเปรียบเหมือนจุดประกายความคิดและเป็นแบบอย่างที่ดีของคนในสังคม มีการเสนอแนะให้สร้างวีรกรรมอย่างมีสติ เพราะการทำเช่นนี้จะช่วยให้โอกาสในการเสี่ยงชีวิตมีน้อยลง ทั้งยังช่วยกอบกู้สถานการณ์ให้ดีขึ้นอีกด้วย
สังคมที่เต็มไปด้วยความเจริญทางวัตถุแห่งนี้ กำลังขาดแคลนน้ำใจที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้ผู้คนอยู่อย่างมีความสุขโดยแท้จริง







