
ศก.โลกไม่สะท้านวิกฤตยุโรป
ขุนคลังมะกันชี้รัฐบาลสกัดเร็ว นักลงทุนสิ้นหวังอียูแก้ปัญหา
โพสต์ทูเดย์
— สหรัฐเชื่อวิกฤตหนี้ยุโรปไม่สั่นสะเทือนระบบการเงินโลก ขณะที่ผู้ว่าการ อีซีบี ย้ำ ยูโรยังเป็นสกุลเงินที่น่าเชื่อถือเจ้าหน้าที่ระดับสูงไม่เปิดเผยนามของกระทรวงการคลังสหรัฐ ระบุกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า ทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะยืนยันกับรัฐบาลจีนระหว่างการหารือร่วมกันที่กรุงปักกิ่งในสัปดาห์นี้ว่า วิกฤตการเงินของยุโรปจะส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากรัฐบาลต่างๆ ใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อรับมือกับวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที
เจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยด้วยว่า วิกฤตการเงินในยุโรปจะเป็นหนึ่งในประเด็นเจรจาระหว่างรัฐบาลสหรัฐและรัฐบาลจีน ทว่า จะหารือในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเท่านั้น ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ว่า ท่าทียืนยันแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของรัฐมนตรีคลังสหรัฐมีจุดประสงค์เพื่อกดดันจีนให้ปล่อยเงินหยวนแข็งค่าขึ้น เนื่องจากจีนมีท่าทีลังเล เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปยังตลาดยุโรป
ด้านฌอง โคลด ตริเชต์ ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ยืนยันว่า เงินยูโรยังเป็นสกุลเงินที่มีความน่าเชื่อถือ และสกุลเงินยูโรไม่ได้เผชิญกับภัยคุกคาม แต่นโยบายการเงินของบางประเทศในยุโรปกำลังเผชิญกับความเสี่ยง และจำเป็นจะต้องวางมาตรการควบคุมที่เข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียบควบคุมสถาบันการเงินต่างๆ
ขณะที่นายกรัฐมนตีรีซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี แห่งอิตาลี เตือนว่า ยุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นยักษ์สึนามิทางการเงิน และรัฐบาลอิตาลีกำลังศึกษาแนวทางเพื่อสกัดวิกฤตงบประมาณขาดดุล ที่กำลังระบาดไปทั่วยุโรป
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และนักลงทุนทางการเงินเริ่มที่จะไม่มั่นใจในมาตรการกอบกู้วิกฤตของสหภาพยุโรป (อียู) โดยสำนักข่าว เอพี รายงานว่า ขณะที่นักลงทุนมีปฏิกิริยารับมือกับวิกฤตการเงินในยุโรปแทบจะในทันที ทว่า ผู้นำกลุ่มประเทศยุโรโซนกลับไม่ลงรอยกันเกี่ยวกับมาตรการในการแก้วิกฤต นอกจากนี้ กำหนดการหารือเพื่อปฏิรูประบบการเงินในระยะของยุโรปยังล่าช้าจนถึงเดือน ต.ค.
“
ตลาดเปิดการซื้อขายในเวลาปัจจุบัน แต่นักการเมืองกลับเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าตามกระบวนการของระบบราชการ เราได้รับคำมั่นสัญญาว่าอาจมีมาตรการใหม่ในเดือน ต.ค. แต่เวลานั้นถือว่าล่าช้าอย่างยิ่งสำหรับตลาดการเงิน” มาร์ก ไคลฟ์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบริษัท ไอเอ็นจี กรุ๊ป กล่าว






