
แด่ผู้ที่อยู่ใน เซวอล...
ภาพของพ่อแม่พี่น้องของผู้โดยสารที่ลงเรือเฟอร์รี่ “เซวอล” นั่งจับเจ่าเฝ้ามองไปยังที่เกิดเหตุในทะเล
ภาพของพ่อแม่พี่น้องของผู้โดยสารที่ลงเรือเฟอร์รี่ “เซวอล” นั่งจับเจ่าเฝ้ามองไปยังที่เกิดเหตุในทะเล มีน้ำตาในคลองจักษุหลั่งท่วมท้นมหาสมุทรเบื้องหน้า เป็นภาพที่น่าสลดใจยิ่ง ทำให้นึกถึงตอนหนึ่งในอัสสุสูตรที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงตรัสว่า “น้ำตาที่หลั่งไหลออกของพวกเธอ ผู้ท่องเที่ยวไปมา ฯลฯ โดยกาลนานนี้แหละ มากกว่าส่วนน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4” ...ทุกข์ เพราะประสบสิ่งที่ไม่พอใจ เพราะพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ เป็นทุกข์ที่ปุถุชนยากจะผ่านพ้นได้จริงๆ...
สามทุ่มของวันที่ 15 เม.ย. 2557 หลังจากส่งนักเรียนที่เป็นลูกหลานลงเรือแล้ว กลับถึงบ้านพ่อแม่ญาติต่างภาวนาต่อพระเจ้าของเขาให้คุ้มครองบุตรหลานที่เดินทางไปทัศนศึกษากับโรงเรียนเป็นหมู่คณะถึง 300 กว่าชีวิต คืนนั้นผ่านพ้นไปด้วยดีจนรุ่งเช้าและเรือเดินทางมาเกือบจะถึงที่หมายในอีกเพียงแค่ 3 ชั่วโมง ทว่า 3 ชั่วโมงสุดท้ายนี้ ได้ทำลายความหวังที่จะได้บุคคลที่รักของเขากลับคืนมาสู่บ้าน ข่าวคราวสุดท้ายของลูกรักที่ส่งกลับมาหาพ่อแม่ทางโปรแกรมแชท และ SMS ทำให้เห็นข้อดีของการมีสมาร์ทโฟนติดตัว อย่างน้อยลูกหลายๆ คนได้มีโอกาสกล่าวคำว่ารักพ่อแม่และขอบพระคุณที่เลี้ยงดูมา ในขณะที่อีกหลายร้อยคนไม่มีโอกาส...
ทว่า...ระหว่างเวลาที่รับรู้ว่าลูกรักกำลังจะตายกับการจากไปโดยไม่ร่ำลาสิ่งไหนจะเจ็บปวดทรมานใจกว่ากัน คงจะไม่มีผู้ใดทราบได้ดีกว่าพวกเขา ... “ควาบู ซาจอง โฮลาบิก้า อันดะ เป็นสุภาษิตเกาหลี แปลว่า แม่ม่ายย่อมเข้าใจแม่ม่ายด้วยกัน” หมายถึงคนที่อยู่ในสถานะภาพหรือสถานการณ์เดียวกันจะเข้าใจกันได้ดี ตรงกับคำว่า “หัวอกเดียวกัน” ในภาษาไทย ...ที่เกาหลีใช้คำว่าแม่ม่ายมาเป็นเครื่องหมายของสถานการณ์ย่ำแย่ เนื่องจากในอดีตสตรีที่ตกพุ่มม่ายจะถูกกลั่นแกล้ง เอาเปรียบจากคนที่เห็นแก่ตัวในสังคมเสมอ เพราะถือว่าแม่ม่ายคือหญิงที่ไม่มีกระดูกสันหลัง คือ ไม่มีสามีคอยคุ้มครองดูแล...
อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้มีผลกระทบต่อภาวะอารมณ์ของโลก โดยเฉพาะต่อชาวเกาหลีที่เกิดภาวะซึมเศร้าและหวาดกลัวภัยที่จะเกิดแก่ลูกตนเอง เนื่องจากการเดินทางไปทัศนศึกษาเป็นหัวข้อหนึ่งในการเสริมสร้างประสบการณ์ให้แก่เด็ก จึงมีทริปแบบนี้ตั้งแต่อนุบาลกันเลย บ่อยครั้งที่ไปเกาหลีแล้วจะพบคุณครูพาเด็กอนุบาลใส่เสื้อสีเหลืองจ้า สีส้มแจ๊ด พากันเดินจูงมือมาชมพิพิธภัณฑ์เป็นแถว แลดูน่ารักน่าเอ็นดู...จากนี้ไปทุกโรงเรียน(ทั่วโลก) คงต้องคิดหามาตรการป้องกันภัยกันอย่างดีเยี่ยมก่อนที่จะพาเด็กเดินทางค่ะ...
และผลจากอุบัติเหตุคราวนี้ มีครอบครัวที่สูญเสียลูก 200 กว่าครอบครัว โดยเฉลี่ยชาวเกาหลีมีลูกกันน้อยมากเพียง 1 หรือ 2 คนเท่านั้น แทบจะหมดผู้สืบสกุล...ยังมีเด็กน้อยวัย 6 ขวบที่สูญเสียพ่อแม่และพี่น้องจนต้องอยู่อย่างเดียวดายบนโลกนี้...และยังมีคุณครูชายวัย 52 ปี ที่เป็นรองครูใหญ่ของโรงเรียนดานวอนในเมืองอันซาน ที่ดูแลพานักเรียนลงเรือมา ท่านทนความเสียใจที่เห็นเด็กๆ ลูกศิษย์ และคุณครูลูกน้องต้องมาตายกันอย่างมากมายไม่ได้ (โรงเรียนพามา 368 คน นักเรียนชั้น ม.2 จำนวน 325 คน รอดชีวิตเพียง 75 คน) ท่านจึงผูกคอตายบนเกาะจินโดหลังจากได้รับการช่วยชีวิตมาจากเรือเพียงแค่วันเดียวค่ะ...
“ชวี กูมองเอโด้ พยอตเดิล นาล อิตตะ ” “แม้ในรังหนูก็ยังมีวันที่แสงสว่างจะส่องถึงได้ ฉันใด (ก็ยังมีทางรอดสำหรับผู้ที่อยู่ในเรือที่จมลงลำฉันนั้น)” ... สุภาษิตนี้สร้างกำลังใจขึ้นมาเมื่อผู้เชี่ยวชาญทางอุบัติเหตุทางทะเลได้ให้ความหวังว่า หากผู้ที่ติดอยู่ข้างในสามารถค้นพบ “Air Pocket” ได้ ก็จะสามารถมีชีวิตรอดได้อีกหลายวัน ดังนั้น ในช่วงนี้เราจึงเห็นว่าทีมกู้ภัยพยายามอัดอากาศเข้าไปภายในลำเรือใต้น้ำ ด้วยความหวังว่าอากาศจะไปถึงผู้ที่อยู่ใน Air Pocket ซึ่งมิใช่กระเป๋าบรรจุอากาศ แต่เป็นช่องในลำเรือที่มีส่วนโค้งสูงพอที่จะทำให้อากาศไหลเข้าไปค้างอยู่ในนั้นขณะที่เรือพลิกคว่ำ...ในอดีตมีลูกเรือที่ติดอยู่ในเรือที่จมลงแล้วค้นหาจุดนี้ได้จึงรอดตายมาอย่างปาฏิหาริย์หลายรายแล้วค่ะ...ขอให้ผู้โดยสารจำนวนมากสามารถค้นพบ Air Pocket นี้ได้ด้วยเถิด...n
(19 เม.ย. 2557 ...ผู้ที่ลงเรือมา 476 คน รอดชีวิต 174 คน เสียชีวิต 28 คน ยังไม่ทราบชะตากรรม 274 คน)







