
เฟ้อต่ำขวางศก.มะกันฟื้นเฟดคงดอกเบี้ย ลุยกระตุ้นต่อ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณระหว่างการประชุมอีโคโนมิก คลับ ในมหานครนิวยอร์ก ว่า จะเดินหน้าดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไป เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อระดับต่ำที่กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
“ด้วยระดับเงินเฟ้อที่ราว 1% บ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นเราควรกังวลเกี่ยวกับปัญหาเงินเฟ้อที่จะฉุดรั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และหาหนทางดันให้เงินเฟ้อแตะเป้า” 2% เยลเลน ระบุ พร้อมเตือนว่า ปัญหาเงินเฟ้อต่ำต่อเนื่องเป็นภัยร้ายเฉพาะหน้าต่อระบบเศรษฐกิจสหรัฐที่รุนแรงมากกว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเสียอีก
ท่าทีดังกล่าว จุดกระแสคาดการณ์ว่าเฟดส่งสัญญาณคงนโยบายการเงินแบบผ่อนปรนด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับต่ำ 0-0.25% ต่อเนื่องไปจากเดิมที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในระยะเวลา 6 เดือนหลังมาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) ยุติลง หรืออาจเกิดขึ้นเร็วกว่าคาดภายในปี 2015
ผู้ว่าการเฟด ย้ำอีกว่า อาจต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูตลาดแรงงานสหรัฐนานถึง 2 ปี โดยแม้ว่าเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ยอดจ้างงานจะเพิ่มขึ้นถึง 1.92 แสนตำแหน่ง ทว่ายอดว่างงานยังอยู่ที่ 6.7% สะท้อนให้เห็นว่าต้องมีการแก้ปัญหาว่างงานให้ลดลงก่อนที่อัตราค่าจ้างจะสามารถกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อประเทศให้เพิ่มขึ้นได้
ทั้งนี้ จากผลสำรวจสภาพเศรษฐกิจสหรัฐ (เบจบุ๊ก) จากธนาคารกลางสหรัฐ 10 สาขา จากทั้งหมด 12 แห่ง พบว่า เศรษฐกิจเมืองลุงแซมขยายตัวในระดับปานกลาง ซึ่งเป็นการฟื้นตัวหลังจากก่อนหน้านี้ชะลอตัวจากสภาพอากาศอันเลวร้าย โดยในเดือน มี.ค. และต้นเดือน เม.ย. ผู้บริโภคแห่ออกมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เช่นเดียวกับภาคการผลิตที่เริ่มขยายตัว ขณะที่ภาคท่องเที่ยวก็ฟื้นตัวดีเช่นกัน หลังสภาพอากาศดีขึ้น
ข้อมูลทางเศรษฐกิจดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดทิศทางของการดำเนินนโยบายในการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายทางการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มอี) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 2930 เม.ย.
นอกจากสหรัฐแล้ว เขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลกอย่างจีน ก็ประกาศผ่อนคลายมาตรการทางการเงินเพื่อสกัดการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจเช่นกัน หลังจากมีการเปิดเผยว่า ผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสแรกของปี โตเพียง 7.4% ลดลงจากเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมาที่ 7.7%
สภาแห่งชาติจีน ประกาศปรับลดสัดส่วนทุนสำรองตามกฎหมายของธนาคารพาณิชย์และธนาคารเพื่อความร่วมมือในพื้นที่ชนบทที่มีคุณสมบัติครบถ้วนลงอีก โดยให้เหตุผลว่า ยังคงมีภาวะกดดันเชิงลบต่อเศรษฐกิจอยู่ โดยแม้ไม่ได้ระบุรายละเอียดที่แน่ชัด ทว่าเมื่อปี 2012 จีนได้ปรับลดสัดส่วนทุนสำรองของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ลงอยู่ที่ 20% และ 16.5% สำหรับสถาบันขนาดเล็ก
การประกาศดังกล่าว จุดกระแสคาดการณ์ในกลุ่มนักวิเคราะห์ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จีนอาจผ่อนคลายนโยบายทางการเงินลงอีกในอนาคต เพื่อสกัดไม่ให้เศรษฐกิจแดนมังกรเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงรุนแรง (ฮาร์ดแลนดิ้ง) จากความพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนมากกว่าตัวเลขการเติบโตที่ร้อนแรง
“แม้แรงกระตุ้นจากมาตรการดังกล่าวจะมีขนาดเล็กมากต่อเศรษฐกิจระดับมหภาค ทว่าก็นับเป็นสัญญาณถึงความต้องการดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายต่อเนื่องไป จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าอาจได้เห็นการประกาศผ่อนคลายนโยบายทางการเงินอีกจนกว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะส่งสัญญาณแข็งแกร่งกว่านี้” นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป ระบุ
การส่งสัญญาณการเดินหน้ากระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของสองชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ผลักดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดีดตัวขึ้นถ้วนหน้า โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ของสหรัฐดีดตัวขึ้น 1% เช่นเดียวกับดัชนีเอสแอนด์พี 500 ที่ปรับตัว 1.05% ขณะที่ดัชนีเอ็มเอสซีไอ เอเชียแปซิฟิก หรือดัชนีชี้สภาวะตลาดรวมเอเชีย ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.3% อยู่ที่ 138.86 จุด ในตลาดฮ่องกง







