
จีนชี้แจงกรณีข้อพิพาทปินส์
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา ทางหน่วยยามฝั่งของจีน ได้ดำเนินการขับไล่เรือสัญชาติฟิลิปปินส์ 2 ลำ
โดย...ซูเสี่ยวฮวย รองผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์นานาชาติแห่ง China Institute of International Studies
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา ทางหน่วยยามฝั่งของจีน ได้ดำเนินการขับไล่เรือสัญชาติฟิลิปปินส์ 2 ลำ ซึ่งบรรทุกวัสดุก่อสร้างแล่นเข้าไปใกล้กับบริเวณโขดหินโทมัสที่ 2 ในทะเลจีนใต้ (Second Thomas Shoal) หรือที่เรียกกันว่า “เหรินอ้าย เจี๊ยว” ในภาษาจีน ให้ออกจากบริเวณนั้นไป
จากนั้นอีก 20 วันต่อมา ทางการทหารของประเทศฟิลิปปินส์ยังได้ทำการส่งเรือลำเลียงสัมภาระออกไปอีกหนึ่งลำโดยแล่นไปยังจุดหมายดังกล่าวอีกครั้ง โดยครั้งนี้ บนเรือยังได้บรรทุกนักข่าวไว้อีกสิบกว่าคนอีกด้วย ซึ่งเรือของฟิลิปปินส์ลำนั้นถือว่าได้บีบบังคับและทำการละเมิดต่อการบังคับใช้กฎหมายของทางหน่วยยามฝั่งฯ ด้วยการขนสัมภาระเสบียงและน้ำจืดขึ้นไปให้กำลังพลของฟิลิปปินส์ที่ประจำอยู่ ณ โขดหินดังกล่าว
“ความสำเร็จ” ในการลอบส่งเสบียงในครั้งนี้ ได้ทำให้ทางการทหารของฟิลิปปินส์ย่ามใจเป็นอย่างมาก โดยสื่อรายงานว่า หลังจากที่เรือเสบียงของฟิลิปปินส์สามารถกระทำการสลัดหลุดจากการปิดล้อมของหน่วยยามฝั่งของจีนและเข้าสู่เขตน้ำตื้นสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งทหารเรือของฟิลิปปินส์และลูกเรือที่เหลือบนเรือลำดังกล่าว ต่างก็ปรบมือแสดงความยินดีกันอย่างเอิกเกริก
ในขณะเดียวกัน ทางฟิลิปปินส์คงเข้าใจว่าการที่นำสื่อมวลชนนักข่าวขึ้นเรือไปด้วยเป็นการเดินหมากตาที่ดี ทั้งเป็นการ “เปิดเผยเต็มรูปแบบ” ว่าจีนกำลังขัดแย้งเรื่องเขตแดนทางทะเลด้วยอยู่ หรือกำลังทำการ “แข็งรังแกอ่อน” อยู่ก็ตาม ทั้งยังก่อให้เกิดสภาพมติมหาชนที่ไม่ดีต่อประเทศจีน และยังส่งผลกระทบต่อการไกล่เกลี่ยระหว่างสองประเทศที่กำลังได้รับการผลักดันอย่างเต็มที่อยู่ในตอนนี้อีกด้วย
ซึ่งที่ฟิลิปปินส์ยิ่งให้ความสนใจ ก็เพราะการที่สหรัฐกำลังโบกธงกู่ร้องสนับสนุนฝ่ายตนอยู่ หลังจากที่ล้มเหลวในการที่จะเข้าไปใกล้แนวโขดหินนี้เมื่อคราวก่อน อเมริกาไม่เพียงไม่ชี้ผิดให้ทางฝ่ายฟิลิปปินส์ที่ก่อเหตุขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลับยัง “ออกหน้า” ให้อีกด้วย
โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐได้ออกมาแถลงว่า การที่กองเรือของหน่วยยามฝั่งของจีนทำการขับไล่เรือของฟิลิปปินส์ที่พยายามเข้าใกล้โขดหินแห่งนี้ ถือเป็นการยั่วยุและบ่อนทำลายความมั่นคงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งประเทศสหรัฐได้ทำการพลิกขาวให้เป็นดำ โดยบิดเบือนว่าฟิลิปปินส์ได้วางกำลังทหารประจำการไว้ที่แนวโขดหินนี้ “มาตั้งแต่ปี 1999 แล้ว” ประเทศจีนจึงไม่ควรแทรกแซงความพยายามในการที่จะรักษาสถานภาพในเขตดังกล่าว
และด้วยความที่ปฏิบัติการส่งเสบียงในครั้งนี้มีเรือของสำนักข่าวเอพีคอยแล่นวนเวียนอยู่ใกล้ๆ พวกนักข่าวจึงพบว่ายังมีเครื่องบินที่ติดตรากองทัพเรือของสหรัฐอีก 1 ลำ บินวนอยู่เหนือเรือของฟิลิปปินส์ที่กำลังถูกขับไล่อยู่ด้วย
อย่างไรก็ดี ทางฟิลิปปินส์ดีใจเร็วเกินไปแล้ว เพราะลักษณะของเรือ 2 ลำ ที่ทำการแล่นเข้าใกล้โขดหินในทั้งสองครั้งนี้ก็ต่างกันอยู่ ในกรณีของเมื่อต้นเดือน มี.ค.นั้น เป็นการลำเลียงส่งวัสดุก่อสร้าง ซึ่งจุดหมายก็ชัดเจนว่าเป็นการเสริมกำลังให้กับเรือรบที่ตั้งอยู่ ณ ชายหาด ในขณะที่คราวนี้เป็นการขนส่งข้าวสาร อาหารกระป๋อง และน้ำจืด และประเทศจีนมีศักยภาพที่จะสกัดกั้นเรือของทางฟิลิปปินส์อย่างสิ้นเชิง ซึ่งแม้แต่สื่อมวลชนของอเมริกาก็เคยได้พูดถึงไปแล้ว ว่ากองเรือของทางหน่วยยามฝั่งของจีนมีขนาดที่ใหญ่โตกว่าเรือเสบียงของฟิลิปปินส์มากมาย
ทว่า ทางจีนก็ทราบดีว่าหากหักหาญทำการสกัดกั้น ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงภยันตรายที่จะเกิดขึ้น และจะนำไปสู่การบาดเจ็บล้มตายอย่างแน่นอน กอปรกับคราวนี้เรือเสบียงยังบรรทุกนักข่าวสื่อมวลชนมาด้วย ทางจีนจึงทำการควบคุมสถานการณ์อย่างระมัดระวังและยับยั้งชั่งใจ
แต่ที่อันตรายจริงๆ คือ ทางฟิลิปปินส์มองสถานการณ์เพียงด้านเดียว โดยไม่รู้ถึงจุดยืนของทางจีนอย่างแท้จริง ก่อนหน้าที่เรือของฟิลิปปินส์จะแล่นไปยังโขดหินดังกล่าว 1 วัน ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ก็ได้กล่าวย้ำอีกครั้งในระหว่างกล่าวปราศรัยที่มูลนิธิโคเบอร์ (Koerber Foundation) ในประเทศเยอรมนี ว่าประเทศจีนจะยึดมั่นที่จะรักษาอธิปไตย ความปลอดภัย และการพัฒนาผลประโยชน์ของชาติตน โดยประเทศอื่นอย่าได้หวังว่าจีนจะยอมทนกับผลลัพธ์ใดๆ ที่ทำให้เป้าหมายเหล่านี้ของจีนต้องเสียหาย ซึ่งกับประเด็นของหลักการว่าด้วยอำนาจอธิปไตยและความสมบูรณ์ทางดินแดนของจีนนั้น ประเทศจีนจะไม่ก่อเรื่องก่อน แต่ก็ไม่กลัวที่จะเกิดเรื่อง และจะปกป้องสิทธิกับผลประโยชน์อันชอบธรรมของตนอย่างเฉียบขาด ซึ่งคำกล่าวเหล่านี้ไม่ใช่เพียงลมปากเลื่อนลอยแต่อย่างใด
และจีนก็หวังว่าประเทศอื่นๆ อย่างสหรัฐจะได้สติขึ้นมาบ้าง ว่าจีนจะไม่ทำตัวเป็น “ทรราชบ้าอำนาจ” แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้ประวัติศาสตร์โศกนาฏกรรมที่โดนล่าเป็นเมืองขึ้นอย่างในยุคล่าอาณานิคมหลังสงครามฝิ่นต้องซ้ำรอยอีกอย่างเด็ดขาด อเมริกาจะเล่นบทบาทเป็น “ยากระตุ้น” ให้ฟิลิปปินส์อย่างไม่รับรู้ผิดชอบก็ได้ แต่คงไม่อาจช่วยเหลือฟิลิปปินส์ให้มายึดครองอาณาเขตของจีนได้แม้แต่ตารางนิ้วเดียว
ในโลกความเป็นจริง มนุษยธรรมของชาติใหญ่คือมีผลลัพธ์ แต่ไหวพริบของชาติเล็กคืออย่าลืมตน ชาติพันธุ์ใดทำการอย่างย่ามใจ ก็จักต้องได้รับความอับอายในที่สุด







