
ไครเมียส่อผนวกรัวเซียชนวนสงครามเย็นครั้งใหม่
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สถานการณ์ในยูเครนส่อตึงเครียดหนัก หลังประชาชนในเขตปกครองตัวเองไครเมีย ทยอยลงคะแนนออกเสียงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ขอแยกดินแดนจากยูเครนเพื่อไปผนวกกับรัสเซียตั้งแต่เวลา 08.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 13.00 น. ตามเวลาในไทย เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางการลาดตระเวนของทหารรัสเซียตามจุดลงคะแนนในหลายพื้นที่ที่มีการปักธงชาติรัสเซียอย่างชัดเจน
การลงประชามติครั้งนี้ จะเปิดให้ลงคะแนนเป็นเวลา 12 ชั่วโมง โดยคาดว่าจะรู้ผลอย่างไม่เป็นทางการภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังปิดหีบในเวลา 01.00 น. ตามเวลาไทย ก่อนประกาศผลอย่างเป็นทางการในอีก 12 วัน ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าชาวไครเมียจะโหวตเห็นชอบให้ผนวกเข้ากับรัสเซีย เนื่องจากประชาชนที่มีสิทธิลงประชามติราว 1.5 ล้านคนจาก 2 ล้านคน ประมาณ 58% เป็นชาวยูเครนเชื้อสายรัสเซีย ที่ต่างเชื่อว่าหากผนวกกับรัสเซียจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของประเทศที่มีชื่อเสียงในเวทีโลก
ความเป็นไปได้ของการแยกดินแดนออกจากยูเครน เสี่ยงจุดชนวนการเผชิญหน้าระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตกครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดสงครามเย็น หลังสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ลั่นพร้อมใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียทันที เนื่องจากมองว่ารัสเซียกำลังละเมิดอำนาจอธิปไตยของยูเครนและกฎหมายระหว่างประเทศ แม้ล่าสุด รักษาการรัฐมนตรีกลาโหมยูเครน เปิดเผยว่า ได้ลงนามข้อตกลงพักรบกับรัสเซีย โดยจะไม่มีการใช้กำลังทางทหารต่อกันจนถึงวันที่ 21 มี.ค.
ท่ามกลางความกังวลถึงแนวโน้มการใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย ทั้งผ่านการอายัดทรัพย์สินและยกเลิกวีซ่าของชาวรัสเซีย วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ธนาคารสเบอร์แบงก์และวีทีบีแบงก์ ซึ่งรัฐบาลรัสเซียมีหุ้นอยู่ส่วนหนึ่ง และบริษัทน้ำมันลุคออยล์ แห่โยกเงินออกจากธนาคารของชาติตะวันตกที่มีสำนักงานในสหรัฐบ้างแล้ว
ขณะที่ซีเอ็นเอ็นมันนี่ เปิดเผยรายงานกึ่งวิเคราะห์ระบุว่า แม้รัสเซียจะตอบโต้ชาติตะวันตกด้วยมาตรการในลักษณะเดียวกัน แต่คาดว่ารัสเซียเสี่ยงจะได้รับผลกระทบร้ายแรงทั้งทางเศรษฐกิจมากกว่าชาติตะวันตก จากสัดส่วนการส่งออกสินค้าของรัสเซียไปยังอียูสูงถึง 15% ของจีดีพี ขณะที่การส่งออกจากอียูไปรัสเซียอยู่ที่ 1% เท่านั้น และรัสเซียยังต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกก๊าซสู่ตลาดยุโรป ดังนั้นการคว่ำบาตรด้วยการยุติส่งก๊าซอาจเป็นไปได้น้อย
กระนั้นก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าตลาดหุ้นยุโรปเสี่ยงได้รับผลกระทบในระยะสั้นเช่นกัน ขณะที่เยอรมนีเสี่ยงได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีบริษัทดำเนินธุรกิจในรัสเซียถึง 6,000 แห่ง
ขณะเดียวกัน ในการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เมื่อวันที่ 15 มี.ค. พบว่า จีนงดออกเสียงในมติประณามการทำประชา มติในไครเมียว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลังรัสเซียใช้สิทธิยับยั้ง (วีโต) โดยให้เหตุผลว่า ไม่เห็นด้วยกับการเผชิญหน้ากัน พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหารือหาข้อยุติโดยด่วน







