
สภาไครเมียโหวตมติตีห่างยูเครนขอย้ายซบอก "รัสเซีย"
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สภาท้องถิ่นไครเมียลงคะแนนสนับสนุนการกลายเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐรัสเซียอย่างเป็นทางการ โดยการตัดสินใจนี้ถือเป็นการเสนอความคิดเห็นต่อชาวไครเมียที่กำลังจะตัดสินใจกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศในการลงประชามติแบ่งแยกดินแดนออกจากยูเครนในวันที่ 16 มี.ค.นี้
แหล่งข่าวภายในรัฐสภาไครเมีย เปิดเผยต่อสถานีโทรทัศน์บีบีซีแห่งอังกฤษ ว่า ขณะนี้ทางสภาไครเมียกำลังรอการตอบรับจากรัฐบาลกรุงมอสโกที่จะมีต่อข้อเรียกร้องของไครเมียที่ขอเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย โดยทางด้านประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย รับทราบผลการลงมติของรัฐสภาไครเมียเรียบร้อยแล้ว และเตรียมจะหารือประเด็นดังกล่าวกับผู้นำยูเครนในการประชุมนัดพิเศษของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ในวันพฤหัสบดีที่ 6 มี.ค. (ตามเวลาท้องถิ่น)
ทั้งนี้ การตัดสินใจของรัฐสภาไครเมีย นอกจากจะเพิ่มความตึงเครียดให้กับสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองในยูเครนแล้ว ยังมีขึ้นในวันเดียวกันกับที่ทางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและบรรดาผู้นำแห่งสหภาพยุโรป (อียู) จัดการประชุมรอบพิเศษเพื่อหารือทางออกวิกฤตขัดแย้งทางการเมืองในยูเครน โดยเชิญผู้นำรัสเซียและยูเครนร่วมเจรจาเพื่อป้องกันการรุกล้ำยูเครนของรัสเซีย ทำให้แนวโน้มการเจรจาหาทางออกเป็นไปได้ยากลำบากมากขึ้น
อย่างไรก็ดี หลังมีรายงานการตัดสินของรัฐสภาไครเมีย ทางรัฐบาลยูเครนได้ลุกขึ้นออกโรงตอบโต้แทบทันที โดยระบุว่าการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียของรัฐปกครองตนเองไครเมีย เป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักกฎหมายที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ
วันเดียวกัน กระทรวงกลาโหมสหรัฐ เตรียมส่งกำลังทหารไปร่วมซ้อมเครื่องบินรบกับทหารโปแลนด์ และส่งเครื่องบินขับไล่เอฟ 5 อีก 6 ลำ ร่วมลาดตระเวนกับกองกำลังองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ในลัตเวีย ลิทัวเนีย และเอสโตเนีย อดีตสมาชิกสหภาพโซเวียตบนคาบสมุทรบอลติกติดพรมแดนรัสเซีย
ชัค ฮาเกล รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ เปิดเผยว่า เป้าหมายเคลื่อนกำลังพลครั้งนี้เพื่อยกระดับความร่วมมือทางทหาร และแสดงความสนับสนุนประเทศพันธมิตร โดยนับเป็นปฏิกิริยาทางทหารครั้งแรกของสหรัฐตั้งแต่เกิดความตึงเครียดขึ้นบนคาบสมุทรไครเมีย
ทั้งนี้ นอกจากจะเพื่อตอกย้ำสถานะพันธมิตรและยืนยันบทบาทของสหรัฐในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกแล้ว ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนถึงท่าทีแข็งกร้าวกับยูเครนของรัฐบาลประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย หลังรัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ระงับการเจรจาการค้า ห้ามนักท่องเที่ยวเดินทางเยือน และอายัดสินทรัพย์เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซีย เช่นเดียวกันกับที่ทางอียูมีคำสั่งอายัดทรัพย์อดีตประธานาธิบดี วิคเตอร์ ยานูโควิช แห่งยูเครน และบรรดาอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลยานูโควิชอีก 17 คน
สำหรับสถานการณ์ในยูเครนที่ทวีความตึงเครียดมากขึ้นทุกขณะนี้ ยังส่งผลให้นักวิเคราะห์ ตลอดจนเหล่าผู้นำบางชาติในยุโรป เช่น กรีซ และโปแลนด์ เริ่มแสดงความวิตกกังวลต่อปัญหาการขาดแคลนพลังงาน จนส่งผลเสียหายต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กลุ่มความร่วมมือก๊าซในยุโรปเพิ่งจะนัดหารือเพื่อเตรียมแผนสำรองในกรณีที่รัสเซียหยุดส่งก๊าซธรรมชาติผ่านท่อส่งก๊าซ เส้นทางลำเลียงพลังงานสำคัญจากรัสเซียไปยังยุโรปในยูเครน
ด้านนักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ แบงก์ ออฟ อเมริกา คอร์ป และมอร์แกน สแตนเลย์ แสดงความเห็นตรงกันว่า ยุโรปกำลังเผชิญกับข้อจำกัดในการต่อกรกับรัสเซีย เนื่องจากการที่ยุโรปต้องพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียแทบจะในทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้รัสเซียกลายเป็นประเทศที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดจนเกินกว่าที่จะสั่งคว่ำบาตรได้สำหรับยุโรป







