
เอเซอร์จัดหนักอินโดจีนกำลังซื้อดี-ตลาดโตเร็ว
เชื่อไหมว่า คนพม่า กัมพูชา ลาว ซื้อสินค้าไอทีสเป็คสูงกว่าคนไทยอีก”
โดย..ตะวัน หวังเจริญวงศ์
"เชื่อมั้ยครับ คนพม่า กัมพูชา ลาว ซื้อสินค้าไอทีสเป็คสูงกว่าคนไทยอีก”
บุญพัทธ ชูบรรเจิด หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจอินโดจีน บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ เอ่ยถามประโยคดังกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่ดูจริงจัง
เขาเฉลยคำตอบว่า คนพม่า กัมพูชา และลาว ซื้อสินค้าสเป็คสูงกว่าไทยจริงๆ หลายครั้งไม่ใช่สูงธรรมดา แต่เป็น “สูงสุด” ด้วย โดยเฉพาะกลุ่มโน้ตบุ๊คและคอมพิวเตอร์ สมมติว่าคนไทยซื้อโน้ตบุ๊คระบบประมวลผล Pentium ทั่วๆ ไป คนใน 3 ประเทศดังกล่าวก็จะซื้อ Core i5 ซึ่งราคาและประสิทธิภาพสูงกว่ามาก หรืออย่างน้อยก็ต้องซื้อ Pentium แล้วมีกราฟฟิกการ์ดดีๆ ไปพร้อมกันด้วย
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น บุญพัทธ วิเคราะห์ว่า คนไทยมีอุปกรณ์ (Device) หลากหลายอุปกรณ์ การเลือกซื้อคอมพิวเตอร์แต่ละครั้ง จึงเลือกซื้อแค่พอใช้เท่านั้น ขณะที่คนในอินโดจีนชาติอื่นมองว่า ตัวเองคือผู้มีกำลังซื้อ หากจะซื้อทั้งที ก็ขอดีๆ ไปเลย
หลายคนอาจคิดว่าประเทศเหล่านี้หลายด้านยังไม่พร้อม ดูไม่น่าจะมีกำลังซื้อ สำหรับเรา เรามองว่าจำนวนประชากรเท่ากับกำลังซื้อ การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานเท่ากับโอกาส ตลาดอินโดจีนเคยมีการใช้สินค้าไอ ทีอยู่บ้างแล้ว แม้ในอดีตจะเติบโตช้า เพราะบางประเทศปิดตัวเองมานาน แต่ 5 ปีที่ผ่านมา เราพบว่าตลาดเติบโตทุกเซ็กเมนท์ ปีละมากกว่า 100% เทียบการเติบโตของเขากับตอนเริ่มตลาดในไทยใหม่ๆ ตลาดเขาโตเร็วกว่าไทยราว 3 เท่า ตอนนี้ถึงขั้นมีนิตยสารหัวนอกด้านไอทีเข้าไปวางจำหน่ายในพม่าแล้ว”
หากให้วิเคราะห์พฤติกรรมภาพรวม บุญพัทธ มองว่า พฤติกรรมการบริโภคของคนแถบอินโดจีนคล้ายคลึงกับไทย เนื่องจากเสพสื่อต่างๆ จากไทย ความถี่ในการซื้ออุปกรณ์ไอทีชิ้นใหม่ก็ใกล้เคียงกัน การเข้าไปทำตลาดจึงไม่ต้องปรับตัวมากนัก
5 ปีก่อนหน้านี้ เอเซอร์ค่อยๆ รุกตลาดอินโดจีนในฐานะ “เทรดเดอร์” คือส่งสินค้าเข้าไปขาย จากนั้นจึงตั้งตัวแทนจำหน่ายดูแลแต่ละประเทศ โดยให้ตัวแทนเป็นทั้งผู้ทำการตลาด สร้างช่องทางการขาย สร้างเครือข่ายผู้บริโภค ตลอดจนทำบริการหลังการขาย
บุญพัทธ เสริมว่า สิ่งที่พยายามทำให้แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นที่สุด คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริการ หากเป็นสินค้าไอทีของบริษัททั่วไป เมื่อส่งไปยังศูนย์บริการหลังการขาย จะต้องส่งสินค้ากลับมายังเป็นประเทศต้นทาง เพื่อดำเนินการซ่อม กว่าจะได้สินค้าคืนต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ แต่เอเซอร์สร้างศูนย์บริการแต่ละประเทศให้มีวัสดุอุปกรณ์พร้อมสรรพ และนำพนักงานท้องถิ่นมาฝึกอบรมการบริการที่ไทย หรือส่งคนไทยไปฝึกอบรมถึงพื้นที่ เพื่อให้ศูนย์บริการแต่ละประเทศดำเนินการได้เองครบวงจร
ในปีนี้ เอเซอร์จะทยอยรุกตลาดอินโดจีน “ขั้นที่ 2” ด้วยการส่งคนไทยเข้าไปบินเข้าไปบริหารงานในประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันจะเริ่มตั้งสำนักงานในพม่า และเตรียมทำโมเดลลักษณะเดียวกันต่อไปในกัมพูชาและลาว แต่คงต้องค่อยๆ ดูโอกาสก่อน เพราะ 2 ประเทศดังกล่าว ตลาดเติบโตช้ากว่าพม่า
การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริการ การโยกย้ายวัสดุอุปกรณ์เข้าไปในพื้นที่ การเข้าไปฝึกพนักงานท้องถิ่นด้วยตัวเองแทนการฝึกออนไลน์ ตลอดจนการเข้าไปตั้งสำนักงาน ล้วนเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเราต้องการดำเนินธุรกิจระยะยาว สร้างความภักดีต่อตราสินค้าหรือแบรนด์ ลอยัลตี้ กับเขา การเข้าไปใกล้ชิดกับคนในพื้นที่จะยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าสัมผัสเราได้จริง”
บุญพัทธ เสริมว่า เอเซอร์พยายามลงไปให้ถึง “สตรีท เลเวล” คือตกแต่งร้าน ตกแต่งริมถนนโดยรอบให้เป็นสไตล์เอเซอร์ทั้งหมด การบริการก็ต้องเข้าถึงคนทุกกลุ่มแบบ “Localization” เข้าไปสอนวิธีการถอดประกอบสินค้าในโรงเรียน คนไทยอาจคิดว่านี่เป็นเรื่องทั่วไป แต่สำหรับบางประเทศที่ปิดมานาน เรื่องเหล่านี้จะทำให้เขาประทับใจมาก เพราะเขายังกังวลอยู่ว่าซื้อสินค้าไปแล้วจะถูกหลอกหรือชิ่งหนี ไม่มีบริการใดๆ หลังการขายหรือไม่
เขามั่นใจว่า ตลาดในอินโดจีนยังเติบโตได้อีกไกล เพราะอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตยังมีช่องว่างอีกมาก ประกอบกับปลายปีนี้ พม่าจะมีผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอีก 2 ราย พร้อมทั้งลดราคาซิมลงอย่างต่อเนื่อง คนจึงน่าจะหันมาใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสินค้าไอที เช่น สมาร์ทโฟน เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จำนวนคู่แข่งก็น่าจะเพิ่มขึ้นหลังเปิดประชาคมอาเซียน
“สโลแกนของเราในยุคเออีซี คือ Growth by Solid Infrastructure เรามีทีมฟุตบอล กองหน้า กองหลัง ปีกซ้าย ปีกขวา เหมือนฝ่ายขาย ฝ่ายซ่อมบำรุง และอีกมากมาย ทุกฝ่ายต้องพร้อมไปด้วยกันทั้งหมดเป็นโครงข่าย ไม่ใช่แค่ฝ่ายขายอย่างเดียว”







