
ต่างชาติตื่น! ม็อบไทยเดือด ปาระเบิดสาดกระสุนสนั่นกรุง
สื่อนอกระทึกเกาะติดรายงานสถานการณ์การเมืองไทย
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สื่อนอกระทึกเกาะติดรายงานสถานการณ์การเมืองไทย หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจยกระดับมาตรการเดินหน้าขอพื้นที่บางส่วนภายในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงประเทศไทย คืนจากกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาล ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายกลายเป็นการปะทะแตกหักรุนแรงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 คน บาดเจ็บอีก 64 คน
ทั้งนี้ สื่อต่างชาติส่วนหนึ่งซึ่งส่งผู้สื่อข่าวของตนเองลงพื้นที่ ต่างบรรยายสถานการณ์ที่ตนเองได้พบเห็น โดยระบุตรงกันว่าปฏิบัติการเจรจาขอคืนพื้นที่บางส่วนของกรุงเทพฯ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในช่วงเช้าของวันที่ 18 ก.พ. แม้จะตึงเครียดบ้าง ทว่าก็เป็นไปอย่างสงบ เนื่องจากผู้ประท้วงหรือกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ให้ความร่วมมืออย่างดี
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับรุนแรงจนกลายเป็นการปะทะนองเลือดที่บริเวณใกล้ทำเนียบรัฐบาล โดย เวโรนิกา เปโดรซา ผู้สื่อข่าวจากอัลจาซีรา เล่าว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเข้าเคลียร์พื้นที่ย่านราชดำเนิน แต่ก็ได้รับแรงต้านจากผู้ชุมนุม ก่อนที่จะมีระเบิดใหญ่ขึ้นหนึ่งครั้ง ซึ่งรายงานจากเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นระเบิดเอ็ม 79 พร้อมระเบิดขึ้นอีกหลายระลอก
“ถึงจุดนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเริ่มระดมยิงด้วยกระสุนยางและปืนพก แล้วเราก็เห็นผู้ประท้วงขว้างปาก้อนหินหรือสิ่งของที่จะหยิบฉวยได้โต้ตอบมายังแนวโล่ของเจ้าหน้าที่” เปโดรซา กล่าว
ด้านสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นของสหรัฐ รายงานว่า หลังพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะรุนแรงกับกลุ่มผู้ประท้วง ในที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยก็เดินหน้าขอคืนพื้นที่โดยอ้างว่าการชุมนุมกีดขวางเส้นทางสัญจร โดยหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงกระสุนยางและแก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุม กลุ่มผู้ชุมนุมก็ยิงปืนตอบโต้มาเช่นกัน
ขณะที่ โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์บีบีซีแห่งอังกฤษ รายงานว่า ขณะที่สถานการณ์บริเวณป้อมมหากาฬใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเต็มไปด้วยการเจรจาที่ตึงเครียดแต่ก็สงบสันติ สถานการณ์บริเวณสะพานผ่านฟ้า ไม่ไกลจากป้อมดังกล่าวกลับสะเทือนอารมณ์ยิ่งกว่า เพราะแม้จะสามารถจับกุมหนึ่งในแกนนำ กปปส.มาได้ แต่จู่ๆ ก็เกิดมีระเบิดในกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจจนเสียชีวิต 1 นาย เจ็บอีก 4 นาย ซึ่งทำให้ทัศนคติของเจ้าหน้าที่ต่อผู้ประท้วงเลวร้าย
“เมื่อผู้ประท้วงตะโกนขว้างปาก้อนหิน เจ้าหน้าที่ก็ตอบโต้ด้วยการระดมยิง เสียงปืนสะท้อนกึกก้อง เจ้าหน้าที่พยาบาลวิ่งวุ่นช่วยคนเจ็บ รอยเลือดไหลเปรอะให้เห็น” เฮด บรรยาย
ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์สและเอพี รายงานตรงกันว่า การปะทะครั้งนี้เกิดขึ้นจากความพยายามขอคืนพื้นที่ชุมนุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นถนนสาธารณะและอาคารราชการ ที่ผู้ประท้วงยึดไว้ตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว โดยการปะทะรุนแรงเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจโดนขว้างระเบิด ทำให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจใช้กระสุนยางและแก๊สน้ำตาเข้าควบคุมสถานการณ์ ก่อนที่จะมีการขว้างปาก้อนหิน รวมถึงการยิงตอบโต้จากกลุ่มผู้ชุมนุม
ทั้งนี้ รอยเตอร์สเขียนคำบรรยายภาพว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เล็งอาวุธปืนไปยังกลุ่มผู้ประท้วง ขณะที่เอพีเขียนคำบรรยายว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีปฏิกิริยาตอบโต้หลังเผชิญกับระเบิดที่ไม่ทราบว่าใครขว้างมา
ด้าน โธมัส ฟูลเลอร์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ ประจำประเทศไทย รายงานอ้าง แจ็ก เคิร์ซ ช่างภาพต่างชาติ ที่ระบุว่า ตนเองเป็นหนึ่งในพยานที่เห็นชายถืออาวุธยืนอยู่ในกลุ่มผู้ประท้วง โดยเคิร์ซยังได้บรรยายไว้ในทวิตเตอร์ส่วนตัวอีกว่า กลุ่มผู้ประท้วงผลักไสให้บรรดาช่างภาพออกไปทันทีที่เสียงปืนดังขึ้น อีกทั้งสั่งให้เหล่าช่างภาพเลิกถ่ายภาพ
ทั้งนี้ สื่อต่างชาติส่วนใหญ่ต่างรายงานตรงกันว่า สถานการณ์นองเลือดระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงซึ่งยืนยันชัดเจนว่าดำเนินการอย่างสงบและปราศจากอาวุธ นับเป็นประเด็นที่น่าหวาดวิตกไม่น้อย เนื่องจากปัญหาขัดแย้งดังกล่าวอาจบานปลายกลายเป็นความรุนแรงที่หนักหน่วงมากยิ่งขึ้นกว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้
ขณะเดียวกัน สื่อนอกหลายสำนักยังเฝ้าจับตาความคืบหน้าล่าสุดที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ตั้งข้อหา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนี้ว่าละเลยต่อหน้าที่ ซึ่งเป็นคำประกาศที่มีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเกิดการยิงปะทะและขว้างปาระเบิดระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาล บริเวณใกล้ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพฯ เนื่องจากเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปว่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งชนวนที่ทำให้สถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองของไทยทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นหรือไม่
นอกจากการรายงานข่าวตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว สำนักข่าวเอเอฟพียังได้สัมภาษณ์ปฏิกิริยาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเดินทางมาท่องเที่ยวในบริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดการปะทะรุนแรง เช่น ย่านถนนข้าวสาร โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่รู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่กระนั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งไม่ให้มาเที่ยวเมืองไทยได้
“ผมได้ยินว่ามีปัญหาการเมืองในไทย แต่ผมก็มาอยู่ดี ไม่ใช่เรื่องดีที่จะต้องเห็นอะไรแบบนี้ แต่ก็แค่ส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯ เท่านั้น มันหยุดผมให้มาเที่ยวไม่ได้หรอก” เจโรมี เดนเนฮีย์นักท่องเที่ยววัย 45 ปี จากไอร์แลนด์ กล่าว
ด้าน เฮด ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์บีบีซีแห่งอังกฤษบรรยายประสบการณ์ที่ตนเองได้เผชิญในเหตุการณ์ปะทะรุนแรง โดยสรุปว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมยิงปืน แล้วก็มีคนเจ็บ จากนั้นจู่ๆ ทุกอย่างก็สงบ ผู้คนที่ดูระโหยอ่อนแรงนั่งลง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคุย แล้วก็กินข้าวเที่ยง







