
หนี้เสียมังกรทุบสถิติสูงสุด
มูลค่าพุ่งเกือบ6แสนล้านหยวน ก่อกระแสวิตกหวั่นภาคการเงินเจ๊ง
มูลค่าพุ่งเกือบ6แสนล้านหยวน ก่อกระแสวิตกหวั่นภาคการเงินเจ๊ง
หนี้เสียจีนทำสถิติพุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 6 ปี จุดชนวนวิตกหวั่นภาคการเงินพัง
แถลงการณ์คณะกรรมการกำกับดูแลภาคธนาคารจีน ระบุว่า ปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารจีนในไตรมาสสุดท้ายปี 2013 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 2.85 หมื่นล้านหยวน มาอยู่ที่ 5.921 แสนล้านหยวน ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2008 และยังเป็นการปรับเพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่ 9 ติดต่อกัน ทำให้เกิดความวิตกกังวลต่อคุณภาพทรัพย์สินและการเติบโตของผลกำไรภาคธนาคาร ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ขยายตัวช้าลงของจีน
ทั้งนี้ ปริมาณข้างต้นทำให้หนี้เอ็นพีแอลหรือหนี้สูญมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 1% ของสินเชื่อทั้งหมดในภาคธนาคารจีน จากเดิมที่ 0.97% ในไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งการที่ธนาคารไม่สามารถควบคุมระดับหนี้สูญและขยายรายได้ ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของธนาคารลดลง โดยสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ บริษัทจัดอันดับเครดิต ระบุชัดว่า คุณภาพสินเชื่อของจีนมีแนวโน้มลดลงในปี 2014 เนื่องจากภาคธนาคารยังเสี่ยงกับภาระหนี้
ขณะที่สื่อทางการจีน รายงานว่า มีบริษัททรัสต์อีก 6 แห่ง ในจีนที่ให้เงินกู้แก่ ชานซี เหลียนเชิง เอ็นเนอร์จี บริษัทเหมืองซึ่งกำลังประสบปัญหาด้านการเงิน คิดเป็นมูลค่ากว่า 5,000 ล้านหยวน ส่งผลให้มีแนวโน้มว่าอาจจะมีกรณีการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นอีก หลังมีการผิดนัดชำระหนี้ไปแล้ว
ก่อนหน้านี้ จี๋หลิน โพรวินซ์ ทรัสต์ หนึ่งในบริษัททรัสต์ที่ให้เงินกู้กับบริษัทเหมืองดังกล่าว เพิ่งจะผิดนัดชำระหนี้มูลค่า 763 ล้านหยวน ที่ขายให้กับนักลงทุนรายใหญ่ ส่งผลให้นักลงทุนเหล่านี้ต้องหาทางขอคืนจากบริษัททรัสต์และจากธนาคารเพื่อการก่อสร้างจีน (ซีซีบี) ธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของจีน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายทรัสต์ของบริษัท จี๋หลิน โพรวินซ์ ทรัสต์
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนัก เตือนว่า การผิดนัดชำระหนี้ของทรัสต์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระบบธนาคารเงาของประเทศ จะส่งผลด้านจิตวิทยาที่ความตื่นตระหนก อาจทำให้บริษัทหลายแห่งต้องล้มละลาย จนกลายเป็นวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ของจีน
ด้านสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ตัววัดระดับเงินเฟ้อในเดือน ม.ค. ซึ่งยังคงอยู่ในระดับเดียวกันกับเดือน ธ.ค. ก่อนหน้าที่ 2.5% ต่ำกว่าเป้าเงินเฟ้อ 3.5% ที่รัฐตั้งไว้และต่ำสุดในรอบ 7 เดือน โดยแม้จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของวอลสตรีท เจอร์นัล คาดการณ์ไว้ที่ 2.3% แต่นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่าสถานการณ์ที่เงินเฟ้อคงที่กำลังแสดงให้เห็นความอ่อนแอในการเติบโตของจีน







