
เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ปี 2 Kansai อะไรก็ดี 8
ถัดจากอาริมะออนเซ็นและภูเขารกโกะแล้ว คณะของเราก็เดินทางต่อไปยังเกียวโต อดีตเมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่นที่มีอายุมากกว่า 1,200 ปี เก่ากว่าประเทศไทยของเราเสียอีก เกียวโตจึงถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นเลยก็ได้ จึงทำให้บริษัทท่องเที่ยวและนักเที่ยวส่วนใหญ่ต้องบรรจุเมืองเกียวโตไว้ในแผนการเดินทางครั้งต้นๆ เสมอ ผมเชื่อว่าถ้าใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวเกียวโตแล้วจะต้องชอบและหาโอกาสกลับไปเที่ยวอีก เพราะลำพังวัดในเกียวโตนี่เที่ยวกันทั้งเดือนก็ไม่หมด ไหนจะยังช่วงซากุระบานที่สีหวานสะพรั่งไปทั้งเมือง หรือช่วงใบไม้แดงที่สีสันจัดจ้านถูกใจ จะมีก็แค่ช่วงหน้าร้อนที่ดูจะไม่ถูกชะตากับพี่ไทยเราเท่าไหร่เพราะร้อนกว่าบ้านเราเสียอีก การจะเที่ยวเกียวโตให้ได้อรรถรสควรจะค่อยๆ เดินค่อยๆ เที่ยวครับ อย่างมีเวลาชั่วโมงเดียวเที่ยววัดคิโยมิสึอันนี้ถือว่าน่าเสียดาย เพราะนอกจากตัววัดที่ได้รับการจัดให้เป็นมรดกโลกแล้ว ยังมีถนนสายหลักและสายรองอย่าง Sannenzaka และ Ninenzaka ที่น่าเดิน สามารถเดินลงไปเที่ยวที่วัด Kodaiji แล้วเลยไปที่ศาลเจ้า Yasaka และย่าน Gion ได้ เส้นทางนี้ต้องมีเวลาอย่างน้อยก็ต้องค่อนวัน แต่ถ้าเดินเลยไปอีกหน่อยก็แวะเ
ถัดจากอาริมะออนเซ็นและภูเขารกโกะแล้ว คณะของเราก็เดินทางต่อไปยังเกียวโต อดีตเมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่นที่มีอายุมากกว่า 1,200 ปี เก่ากว่าประเทศไทยของเราเสียอีก เกียวโตจึงถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นเลยก็ได้ จึงทำให้บริษัทท่องเที่ยวและนักเที่ยวส่วนใหญ่ต้องบรรจุเมืองเกียวโตไว้ในแผนการเดินทางครั้งต้นๆ เสมอ ผมเชื่อว่าถ้าใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวเกียวโตแล้วจะต้องชอบและหาโอกาสกลับไปเที่ยวอีก เพราะลำพังวัดในเกียวโตนี่เที่ยวกันทั้งเดือนก็ไม่หมด ไหนจะยังช่วงซากุระบานที่สีหวานสะพรั่งไปทั้งเมือง หรือช่วงใบไม้แดงที่สีสันจัดจ้านถูกใจ จะมีก็แค่ช่วงหน้าร้อนที่ดูจะไม่ถูกชะตากับพี่ไทยเราเท่าไหร่เพราะร้อนกว่าบ้านเราเสียอีก การจะเที่ยวเกียวโตให้ได้อรรถรสควรจะค่อยๆ เดินค่อยๆ เที่ยวครับ อย่างมีเวลาชั่วโมงเดียวเที่ยววัดคิโยมิสึอันนี้ถือว่าน่าเสียดาย เพราะนอกจากตัววัดที่ได้รับการจัดให้เป็นมรดกโลกแล้ว ยังมีถนนสายหลักและสายรองอย่าง Sannenzaka และ Ninenzaka ที่น่าเดิน สามารถเดินลงไปเที่ยวที่วัด Kodaiji แล้วเลยไปที่ศาลเจ้า Yasaka และย่าน Gion ได้ เส้นทางนี้ต้องมีเวลาอย่างน้อยก็ต้องค่อนวัน แต่ถ้าเดินเลยไปอีกหน่อยก็แวะเที่ยววัด Chionin และวัด Shorenin ด้วยก็หมดวันพอดี เที่ยวได้แค่ย่าน Higashiyama ย่านเดียวเท่านั้นเอง
นอกจากนี้ ยังมีย่าน Arashiyama ที่มีรถไฟสายโรแมนติกป่าไผ่ วัดเทนริวจิไปจนจบที่สะพานโทเกทสึเส้นทางนึงและย่านถนนสายปรัชญา (Path of Philosophy) ที่เดินชมวิวเพลินๆ จากวัดเงิน Ginkakuji เลียบคลองโบราณเรื่อยมาจนถึงวัด Eikando และมาสุดทางที่ Nanzenji อีกเส้นทางนึง ทั้งสองย่านนี้ก็เป็นที่นิยมของคนไทยเช่นกัน แต่รอบนี้การท่องเที่ยวเกียวโตแค่พาเราแวะไปชิมเต้าหู้แถวๆ วัดน้ำใส Kiyomizu สมัยก่อนเวลาคนไทยไปเที่ยวกับทัวร์ก็จะทานอาหารจีนเป็นหลัก และเมนูที่ลูกค้ามักจะร้องยี้เสมอก็คือเต้าหู้นี่แหละ แต่เดี๋ยวนี้ทักษะการทานอาหารของคนไทยดีขึ้นมาก ที่ไหนมีอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อขอให้บอกลองหมด และแน่นอนว่าที่เกียวโตนี่ต้องไม่พลาดเมนูเต้าหู้ ร้านอาหารหลายแห่งเน้นเสิร์ฟเต้าหู้โดยเฉพาะทั้งแบบสด แบบต้มหรือแบบย่าง รวมไปถึงฟองเต้าหู้สดๆ ก็มี เหตุที่เต้าหู้เกียวโตอร่อยก็เพราะการคัดเลือกวัตถุดิบชั้นดีและมีแหล่งน้ำชั้นยอด บวกกับทักษะการทำเต้าหู้ที่สั่งสมกันมานาน เลยทำให้เกียวโตเป็นหนึ่งในเจ้ายุทธจักรเต้าหู้ของญี่ปุ่น แต่ก็ยังมีอีกหลายเมืองที่เต้าหู้อร่อยเช่นกันซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 2 อย่าง คือ วัตถุดิบดีและน้ำดีทั้งสิ้น
ทานเต้าหู้กันเสร็จพวกเราก็เดินทางกันต่อไปยังเมืองอุจิ (Uji City) ในเขต Fushimi โดยรถไฟสาย Keihan ซึ่งมาสุดทางที่ Uji พอดี ใครมาเที่ยวเกียวโตรอบสองรอบสามมักจะมาที่นี่เพื่อมาชมวิหารนกฟีนิกซ์ของวัดเบียวโดอิน มรดกโลกอีกแห่งหนึ่งของเกียวโต นอกจากนี้ ยังมีชาเขียวที่ขึ้นชื่อที่สุดของเกียวโตอีกด้วย การท่องเที่ยวเขาเลยจัดให้เรามาลองบดชาเขียวที่ Fukujuen UjiCha Kobo ชาเขียวที่ป่นเป็นผงเหมือนแป้งเขาเรียกว่า Matcha ทำมาจากใบชาเขียวอบที่เรียกว่า Tencha กรรมวิธีก็ง่ายๆ แค่นำ Tencha มาใส่ในเครื่องบด แต่เป็นเครื่องบดแบบโบราณทำจากหินทรงกระบอก 2 ก้อนทับซ้อนกัน หินก้อนบนมีแกนให้เราจับแล้วหมุนบด Tencha ให้ละเอียด เทคนิคอยู่ที่การหมุนให้ช้าคือยิ่งช้ายิ่งละเอียด เมื่อบดเสร็จก็นำมากรองอีกรอบแล้วจึงนำไปชง ผงชาเขียวที่ใช้ในพิธีชงชาก็มาจากกรรมวิธีเดียวกันนี้ เพียงแต่ว่าขึ้นอยู่กับคุณภาพของ Tencha ถ้าเป็นพิธีชงชาที่สำคัญก็จะต้องใช้ Tencha คุณภาพสูง แต่ถ้าเป็น Tencha คุณภาพต่ำก็มักจะนำไปทำเป็นผงชาเขียวสำหรับประกอบอาหารหรือเครื่องดื่ม เช่น ชาเขียวปั่นตามร้านกาแฟ หรือไอศกรีมชาเขียว เป็นต้น อันนี้ผมไม่ได้มั่วหรืออ่านมาจากตำรานะครับ แต่มี Tea Master เป็นผู้อรรถาธิบายให้ฟังตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำไปจนปลายน้ำเลย เสร็จจากการทำผงชาแล้วเราก็เดินย้อนกลับมาทางเดิมเพื่อไปขึ้นรถไฟตรงหัวมุม ก่อนข้ามถนนจะมีร้านขายซอฟต์ครีมชาเขียวอยู่ร้านนึง ประมาณว่าใครมาเมืองอุจิแล้วต้องมาแวะชิมกันไม่งั้นถือว่ามาไม่ถึง เราก็เลยแวะชิมกันอย่างเอร็ดอร่อยเพราะรสชาติดีสมคำร่ำลือครับ
จากนั้นเราก็นั่งรถไฟย้อนกลับไปที่สถานี Chushojima ชุมทางของสาย Keihan ซึ่งอยู่ในเขตฟุชิมิเช่นเดียวกัน ที่นี่เราได้ไปชม Gekkeikan Okura โรงเหล้าสาเกขนาดย่อมแต่มีชื่อเสียงระดับประเทศ อย่างที่ผมเคยบอกไว้แล้วว่าความที่เป็นเมืองหลวงเก่ามา 1,200 ปี อะไรดีๆ ก็มารวมอยู่ที่เกียวโตหมด สาเกของที่นี่ก็กรณีเดียวกันกับเต้าหู้คือใช้วัตถุดิบชั้นดีและมีแหล่งน้ำใต้ดินชั้นยอดบวกกับประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน ก็เลยได้สาเกที่มีคุณภาพ ย่านฟุชิมินี้จึงเป็นแหล่งผลิตเหล้าสาเกชั้นเยี่ยมของเกียวโต มีโรงเหล้าขนาดใหญ่ไล่ไปจนขนาดย่อมอยู่ไม่น้อย นอกจากโรงเหล้าแล้วแถวๆ นี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกอย่างคือ Jyukkokubune หรือการล่องเรือชมทัศนียภาพในคลองผ่านชมบ้านเรือนและโรงเหล้าที่ยังคงสภาพเดิม หลายแห่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์รวมไปถึงโรงเตี๊ยม Teradaya ที่ซึ่ง Ryoma Sakamoto ถูกลอบสังหารก็ตั้งอยู่บนลำคลองสายนี้เช่นเดียวกัน เรือพาเราลัดเลาะไปจนสุดทางตรงประตูน้ำที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำอุจิซึ่งสามารถล่องเรือต่อไปถึงเมืองโอซาก้าได้ แต่คอร์สนั่งเรือของเราเป็นแบบไปกลับก็เลยย้อนกลับตามเส้นทางเดิมมาขึ้นที่ท่าเรือหลังโรงเหล้า Gekkeikan จากนั้นเราก็เดินกลับไปที่สถานีรถไฟ ระหว่างทางมีร้านรวงประปรายจนสาวๆ ร่วมคณะขอแวะช็อปปิ้งเล็กน้อยก่อนเดินทางกลับโอซาก้าโดยรถไฟสาย Keihan อีกเช่นกัน เพราะที่ชุมทาง Chushojima นี้มีรถไฟ Keihan สายหลักที่วิ่งจากโอซาก้ามาสุดทางที่เกียวโตผ่านด้วย เลยไม่ต้องเสียเวลาย้อนไปมา นั่งรถด่วนตรงดิ่งเข้าโอซาก้าได้เลยสะดวกจริงๆ







