
ยึดติด หรือ คิดกบฏ ชเวยอง V.S. อีซองกเย
ในปี คริสต์ศักราช 1388 คาบสมุทรเกาหลี ได้ถูกปกครองโดย ราชอาณาจักรโครยอ
โดย...เพียงออ วิไลย
ในปี คริสต์ศักราช 1388 คาบสมุทรเกาหลี ได้ถูกปกครองโดย ราชอาณาจักรโครยอ มาเป็นเวลากว่า 470 ปี เป็นยุคที่บ้านเมืองกำลังเสื่อมโทรมและอ่อนแออย่างที่สุด ทั้งจากการตกเป็นประเทศราชของจีนราชวงศ์หยวน และจากการที่ “กงมินวาง” กษัตริย์องค์ก่อนหน้านั้นทรงมีความอ่อนไหวและเป็นศิลปินมาก แต่ขาดความเข้มแข็ง และไม่เคยไว้วางใจผู้ใดแม้แต่ขุนนางผู้จงรักภักดี เสนาบดีกังฉินจึงได้โอกาสสอพลอ ในที่สุดฝ่ายกังฉินจึงได้เข้าควบคุมการบริหารบ้านเมืองและเหิมเกริมกระทำชั่วทั้งรีดภาษีพลเมือง โกงกินของหลวง และเบียดเบียนที่ทำกินของชาวบ้านชนชั้นล่างมาเป็นของตน
ในขณะนั้น “อูวาง” กษัตริย์หนุ่มพระชนม์เพียง 23 พรรษา ก็มิกล้าจะแข็งขืน เนื่องจาก พระองค์เองถูกเสนาบดีกังฉินจับเชิดให้สืบทอดพระราชบัลลังก์ตั้งแต่ยังไม่ประสีประสา และประการสำคัญ พระองค์ถูกปิดปากด้วยความลับที่ลือกันให้แซ่ดในหมู่นางในว่า ทรงมิได้มีสิทธิสืบสันตติวงศ์ เนื่องจากมีพระมารดาที่แท้จริงเป็นหญิงชั้นต่ำ ...ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการดังที่กล่าวมานี้ ไม่กี่ปีหลังจากนั้น จึงนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของแผ่นดินโครยอ
ปี 1388 “แม่ทัพ อี-ซอง-กเย” ผู้ซึ่งเป็นหอกข้างแคร่ของเสนาบดีชั่ว มองเห็นความเสื่อมโทรมของบ้านเมืองและได้เริ่มก่อการแข็งขืนขึ้นเป็นครั้งแรก หลังจากที่ถูกบังคับให้รับพระราชโองการนำทัพใหญ่ไปยึดคืนเมืองเหลียวตงที่เคยเป็นดินแดนของอาณาจักรเก่า “โค-คุ-รยอ” แต่ถูกจีนยึดครองไป การเดินทัพครั้งนั้นอาจมองได้ว่าเป็นคำสั่งไปตายที่ “แม่ทัพอี” ตระหนักแต่มิอาจขัดขืน เพราะทัพหมิงมีแสนยานุภาพเหนือทัพโครยอมาก จนกระทั่งเดินทัพมาถึงแม่น้ำยาลู ทหารหลายร้อยคนต้องล้มตายจากโรคระบาดในช่วงฤดูฝน และจากการข้ามแม่น้ำยาลูที่กระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก แม้จะร้องขอให้สั่งถอนทัพแต่ทางเมืองหลวงมิยินยอม แม่ทัพอี จึงขัดพระบรมราชโองการพากองทัพกลับ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นเรียกว่า “วี-ฮวาโด แฮกุน” คือการกลับทัพจากเกาะวีฮวา อันเป็นสัญญาณที่ส่งให้ผู้ปกครองโครยอ ได้รับรู้ว่า “ข้า อี-ซอง-กเย ผู้นี้ มีจิตใจที่จะก่อกบฏ”
การจะก่อการได้สำเร็จต้องได้รับความสนับสนุนจากผู้มีกำลังในแผ่นดิน...โครยอ ในครั้งนั้นมี แม่ทัพ “ชเว-ยอง” ซึ่งเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของแม่ทัพอี เป็นผู้ใหญ่ในแผ่นดินที่แม่ทัพอีและแม่ทัพกองกำลังอื่นๆ ให้ความเกรงใจ...แม่ทัพ “ชเวยอง” เป็นผู้ที่จงรักภัคดีต่อราชวงศ์โครยอ อย่างยิ่ง มิหนำซ้ำยังได้รับปูนบำเหน็จเป็นพ่อตาของกษัตริย์ “อูวาง” ด้วย จึงเป็นผู้ที่คอยตักเตือนแม่ทัพอีเสมอมิให้แม้แต่คิดที่จะก่อการ “กบฎ” ด้วยเหตุผลที่ว่า ราชวงศ์โครยอ ผ่านการเลือกตั้งมา...(อุ๊ย ขออภัย)...มาโดย “สิทธิอันชอบธรรม” ที่สืบทอดกันมาแต่ต้นราชวงศ์ มิไยที่แม่ทัพอีได้โน้มน้าวถึงความจำเป็นที่ต้องปฏิรูปอาณาจักรที่ถูกกัดกินจนฟอนเฟะโดยเหล่าเสนาบดีทรราช ที่เชิดผู้ปกครองที่ไม่รู้อะไรเลยนอกจากต้องการเพียงจองที่นั่งเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนและชนชั้นขุนนางไว้ จนสร้างความยากแค้นให้แก่ชนชั้นล่างทั้งแผ่นดิน
เมื่อถึงจุดแตกหัก สุดท้ายแล้ว โครยอ ก็ต้องสูญเสียขุนนางผู้มีคุณความดีคนหนึ่งไป... แม่ทัพ “ชเวยอง” ได้เข้าสู่ลานประหารโดยที่ แม่ทัพอีเองมิได้ต้องการให้ลงเอยเช่นนั้น และหลังจากนั้นแม่ทัพอีก็มิได้ก่อการกบฏทันที หากแต่รอเวลาจน โครยอ ไปไม่รอดแน่ “กงยางวาง” กษัตริย์องค์สุดท้ายของโครยอ (2 องค์ถัดไปจาก ‘อูวาง’) จึงได้ถูกบีบให้มอบบัลลังก์แก่ “แม่ทัพอี” ผู้สถาปนา “ราชวงศ์โชซอน” ขึ้นใหม่ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของมวลมหาประชาชน
อดีต 600 กว่าปี ของแผ่นดินโครยอ ก็มีคนแบบ แม่ทัพชเวยอง คือ ผู้ที่ยึดติดกับกระบวนการที่ทำให้มี “สิทธิอันชอบธรรม” โดยมิได้สนใจว่า แท้จริงแล้วกระบวนการเป็นเพียงเครื่องมือที่จะทำให้ โค-รยอ บรรลุสู่เป้าหมายสุดท้าย คือ เป็นไปเพื่อความผาสุกสวัสดีของบ้านเมืองและประชาชน...แล้วก็มีคนแบบ แม่ทัพอี และกลุ่มผู้สนับสนุน ที่ฟันธงว่า หากเป้าหมายไม่บรรลุแสดงว่าเครื่องมือที่ใช้ไม่ถูกต้อง จะต้องได้รับการผ่าตัดแก้ไขโดยไม่สนใจว่าจะต้องใช้กระบวนการอะไร ...







