
ม็อบยูเครนปะทะเจ้าหน้าที่เดือด
ม็อบประท้วงรัฐบาลยูเครนหลายพัน ปะทะเจ้าหน้าที่ตำรวจกลางกรุงเคียฟ เจ็บหลายสิบคน หลังไม่พอใจกม.จำกัดสิทธิการชุมนุมฉบับใหม่
ม็อบประท้วงรัฐบาลยูเครนหลายพัน ปะทะเจ้าหน้าที่ตำรวจกลางกรุงเคียฟ เจ็บหลายสิบคน หลังไม่พอใจกม.จำกัดสิทธิการชุมนุมฉบับใหม่
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย สภาพท้องถนนกลางกรุงเคียฟ ในยูเครนแทบจะเปลี่ยนเป็นสนามรบ หลังจากที่กลุ่มผู้ประท้วงรัฐบาลหลายพันคนได้ปะทะกับเจ้่าหน้าที่ตำรวจ ที่ควบคุมการชุมนุมอย่างดุเดือด ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายสิบคน
การปะทะดังกล่าว มีขึ้นหลังจากที่ กลุ่มผู้ประท้วงรัฐบาลยูเครนราว 2 แสนคนได้ออกมาชุมนุมต่อต้านกฏหมายจำกัดและควบคุมสิทธิการชุมนุมฉบับใหม่ของรัฐบาล ที่เพิ่งผ่านพ้นการอนุมัติจากรัฐสภาไปเมื่อสัปดาห์ก่อน กลางกรุงเคียฟ โดยต่างมองว่ากฏหมายฉบับนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะให้อำนาจรัฐในการจำกัดสิทธิการแสดงออกตามวิถีประชาธิปไตยหลายอย่าง เช่น การห้ามตั้งเต๊นท์ เวที หรือ เครื่องขยายเสียง บนท้องถนนโดยไม่ได้รับอนุญาต การให้สิทธิเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ชุมนุมสวมหน้ากากได้ทันที เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้หากมีการฝ่าฝืน รัฐได้กำหนดบทลงโทษที่รุนแรง โดยมีโทษทั้งจำคุกสูงสุด 5 ปี พร้อมค่าปรับอีกจำนวนมาก
สำหรับเหตุปะทะดังกล่าวนั้น ผู้สื่อข่าวของเอพี ระบุว่า ฝ่่ายผู้ประท้วงได้ขว้างปาก้อนอิฐ และระเบิดเพลิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งเผารถของเจ้าหน้าที่ ขณะที่ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตา และปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เข้าสลายการชุมนุม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความโกลาหล และอากาศที่หนาวเย็น ติดลบ 8 องศา โดยต้นเหตุเริ่มมาจากการที่ผู้ชุมนุมพยายามจะเดินฝ่าแผงกั้นของเจ้าหน้าที่ไปยังอาคารรัฐสภา
ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่จะเกิดการปะทะ ทาง อาเซนนิฟ ยัตเซ็นยุค ผู้นำฝ่ายค้านของยูเครน ได้ปราศรัยกับผู้ชุมนุมว่า ขณะนี้รัฐสภาได้สูญเสียความชอบธรรมจากการผ่านกฏหมายที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแล้ว ดังนั้นจึงเห็นว่าควรจะให้มีการจัดตั้ง "สภาประชาชน" ขึ้นทำหน้าที่แทน โดยสภาดังกล่าวจะประกอบไปด้วยนักการเมืองจากฝ่ายค้าน
อย่างไรก็ตาม เหตุประท้วงครังนี้ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะรากที่มาของความขัดแย้งทางการเมืองในยูเครนได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว เนื่องจากประชาชนไม่พอใจที่ ประธานาธิบดี วิกเตอร์ ยานูโควิช ได้ตัดสินใจระงับการลงนามข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป (อียู) และหันไปเจรจาทำความตกลงด้านการค้ากับรัสเซียแทน
ดังนั้น ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่อยู่ฝั่งตะวันตกของประเทศลุกขึ้นต่อต้าน เพราะเกรงว่าการหันหลังให้กับข้อตกลงการค้ากับอียู จะทำให้ประเทศล้าหลัง และตกไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซีย เหมือนในสมัยอดีตสหภาพโซเวียต
ที่มาภาพ : บีบีซี,กูเกิล







