
จี้ฮุนเซนต้องปฏิรูปประเทศ
ม็อบหนุนฝ่ายค้านคนงานรุมกินโต๊ะรัฐบาลกูรูเผยใช้กำลังปราบยิ่งสร้างจุดเดือด
ม็อบหนุนฝ่ายค้านคนงานรุมกินโต๊ะรัฐบาลกูรูเผยใช้กำลังปราบยิ่งสร้างจุดเดือด
แนะกัมพูชาต้องเร่งปฏิรูปด่วน หลังเจอทั้งม็อบหนุนฝ่ายค้าน และคนงานลุกขึ้นมาท้าทายรัฐ
หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานอ้างนักวิเคราะห์ต่างชาติว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ฮุนเซน ของกัมพูชา จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปประเทศโดยด่วน เนื่องจากกำลังอยู่ในช่วงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อต้องการลุกฮือขึ้นต่อต้านของมวลชนทั้งจากฝ่ายผู้สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านและฝ่ายผู้ใช้แรงงานที่ไม่พอใจกับค่าแรงที่ได้รับอยู่
แม้ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลจะสามารถเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มคนงาน พร้อมกับสั่งรื้อถอนการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของพรรคฝ่ายค้านได้ แต่ความท้าทายต่อการปกครองประเทศมานานกว่า 3 ทศวรรษของ ฮุนเซน จะยังมีอยู่ต่อไป เนื่องจากการลุกขึ้นมาของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มตั้งคำถามถึงผลประโยชน์และส่วนแบ่งทางการเมืองและเศรษฐกิจ กำลังสวนทางกับแนวทางการคงไว้ซึ่งอำนาจของเจ้าตัว
“กัมพูชามาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ และการรวมตัวของแรงงานและความเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านถือเป็นภัยคุกคามต่อระบอบการปกครองของรัฐบาล และต่อไปการลุกฮือจะยิ่งมีขนาดใหญ่ และยิ่งทำลายความชอบธรรมของ ฮุนเซน มากยิ่งขึ้น” คาร์ล เธเยอร์ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ จากสถาบันการศึกษาด้านการทหารของออสเตรเลีย กล่าว
นอกจากนี้ แม้ว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐจะอ้างถึงการสลายการชุมนุมว่า ไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง แต่ฝ่ายนักเคลื่อนไหวทางการเมือง มองว่า จะยิ่งเป็นการโหมกระพือกำลังของฝ่ายต่อต้านรัฐบาล โดยเฉพาะคนใช้แรงงานให้ยิ่งรวมตัวกันแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งนั่นจะส่งผลกระเทือนต่อฐานอำนาจของรัฐบาล ฮุนเซน อย่างหนัก
ทั้งนี้ กัมพูชา กำลังเผชิญพลังการลุกฮือขึ้นต่อต้านจากคน 2 กลุ่มใหญ่ในสังคม โดยกลุ่มแรกเกิดจากความไม่พอใจผลการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นเมื่อช่วงกลางปีที่แล้วของพรรคฝ่ายค้านและคนรุ่นใหม่ที่สนับสนุนพรรคฝ่ายค้านที่นำโดย สมรังสี เนื่องจากมองว่า พรรครัฐบาลของ ฮุนเซน โกงการเลือกตั้งและปล้นชัยชนะไปจากพรรคฝ่ายค้าน
ขณะที่กลุ่มที่สองเกิดจากแรงงาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ไม่พอใจกับค่าแรงที่ได้รับในปัจจุบัน อีกทั้งสวัสดิการและการคุ้มครองคนงานก็ต่ำไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้นคนงานเหล่านี้จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขึ้นมาอยู่ที่ 160 เหรียญสหรัฐ (ราว 5,280 บาท) ต่อเดือน ขณะอัตราที่รัฐกำหนดคือ 100 เหรียญสหรัฐ (ราว 3,300 บาท) ต่อเดือน







