posttoday
อาเซียนเนื้อหอมญี่ปุ่นผูกไมตรีคานอำนาจจีน

อาเซียนเนื้อหอมญี่ปุ่นผูกไมตรีคานอำนาจจีน

13 ธันวาคม 2556

ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีน-ญี่ปุ่น ขณะนี้ ญี่ปุ่นกำลังพยายามที่จะเข้าไปเป็นพันธมิตรเพื่อยับยั้งการขยายตัวของจีนที่ดูเหมือนจะแข็งกร้าวขึ้นทุกวัน

ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ความตึงเครียดระหว่างจีน-ญี่ปุ่น ณ ขณะนี้กำลังส่งผลกระทบไปทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่เว้นแม้แต่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน)ของเรา ที่ญี่ปุ่นกำลังพยายามที่จะดึงเข้าไปเป็นพันธมิตรเพื่อยับยั้งการขยายตัวของจีนที่ดูเหมือนจะแข็งกร้าวขึ้นทุกวัน อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์หลายสำนักเชื่อว่าการที่อาเซียนกำลังอยู่ในความสนใจของมหาอำนาจแดนซามูไรจะส่งผลดี แต่ต้องรักษาสมดุลให้ดีเพราะการมีเรื่องบาดหมางกับจีนย่อมไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่

นับเป็นการส่งสัญญาณขอผูกไมตรีกับอาเซียน ที่ชัดเจนจากญี่ปุ่น เมื่อนายกรัฐมนตรีแดนซามูไร ชินโซะ อาเบะ ระบุว่าต้องการพูดคุยเรื่องความร่วมมือเพื่อป้องกันการขยายตัวของจีนกับประเทศสมาชิกอาเซียน ในการประชุมเนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี ความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-อาเซียน ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้  หลังจากที่จีนเริ่มขยายอิทธิพลเหนือประเทศเพื่อนบ้านแทบนี้จนสร้างบรรยากาศแห่งความตึงเครียดให้ปกคลุมไปทั่วภูมิภาค
 

อาเซียนเนื้อหอมญี่ปุ่นผูกไมตรีคานอำนาจจีน

ญี่ปุ่นถือว่ากำลังตกอยู่ในสถานะเดียวกับอาเซียนตรงที่อยู่ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของแดนมังกรเช่นเดียวกัน โดยความตึงเครียดครั้งล่าสุด เกิดจากการที่จีนประกาศขยายเขตป้องกันน่านฟ้าใหม่ (เอดีไอแซด) ซึ่งครอบคลุมน่านฟ้าเหนือหมู่เกาะกรณีพิพาท “เตียวหยู” หรือ “เซนกากุ” ส่งผลให้ญี่ปุ่นและสหรัฐไม่พอใจการกระทำของจีนเป็นอย่างมาก และประกาศไม่ยอมรับเขตป้องกันน่านฟ้าใหม่ของจีนในทันที อีกทั้งไม่ให้สายการบินพาณิชย์ของตนทำตามกฏที่จีนกำหนดขึ้นมาใหม่เหนือน่านฟ้าดังกล่าว ทั้งนี้ จีนมีท่าทีก้าวร้าวมากขึ้น หลังจากจบการประชุมคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติจีนเมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา โดยมีนักวิเคราะห์หลายสำนักระบุว่าน่าจะเกิดจากการที่ ประธานาธิบดีแดนมังกร สีจิ้นผิง  ต้องการใช้ประเด็นด้าน “ชาตินิยม” เพิ่มความนิยมในหมู่ผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อให้ง่ายต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจตามแผนที่วางไว้
 
นอกจากกรณีพิพาทในทะเลจีนตะวันออกกับญี่ปุ่นแล้ว จีนยังมีข้อพิพาทกับหลายประเทศในอาเซียนในประเด็นเรื่องสิทธิในการครอบครองหมู่เกาะ “พาราเซล” และ “สแปรลีย์” ในทะเลจีนใต้ จึงนับเป็นโอกาสของญี่ปุ่นในการกระชับความสัมพันธ์กับอาเซียนเพื่อคานอำนาจกับจีน
 
ในช่วงปี 2013 ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีความเคลื่อนไหวที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาคนี้ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยญี่ปุ่นได้เสนอให้ ประเทศสมาชิกในอาเซียนสามารถใช้ค่าเงินของตนแลกกับค่าเงินเยนของญี่ปุ่นได้โดยตรง นับเป็นการขยายอิทธิพลของเงินเยนทางอ้อมในฐานะเงินตราสำรองระหว่างประเทศ นอกจากนี้ญี่ปุ่นมีแผนที่จะขยายโครงการๆให้เงินช่วยเหลือแก่อาเซียนที่มีมูลค่า 1.94 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6 แสนล้านบาท) ต่อไปอีก 5 ปี พร้อมเข้าไปลงทุนในโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวาของพม่า
 
ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นนับว่าเป็นประเทศแรกๆ ที่ส่งความช่วยเหลือไปให้ฟิลิปปินส์หลังภัยพิบัติไต้ฝุ่นไห้เยี่ยน ทำให้ช่วยลบภาพความโหดร้ายของทหารแดนปลาดิบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และส่งผลดีต่อความสัมพันธ์กับฟิลิปปินส์ที่มีข้อพิพาทกับจีนกรณีหมู่เกาะทะเลจีนใต้
 
“ญี่ปุ่นต้องการรวมมือกับอาเซียนเพื่อยับยั้งการขยายตัวของจีน” ทากาชิ ซากิยามะ ผ.ศ.จากมหาวิทยาลัยเมจิในโตเกียวกล่าวพร้อมเสริมว่า แต่บางประเทศในอาเซียนก็ยังเกรงว่าการเกี่ยวดองกับญี่ปุ่น จะเป็นการทำลายความสัมพันธ์กับจีนผู้เป็นยักษ์ใหญ่ในภูมิภาค

ทุกวันนี้ จีนต้องการจะขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าจีนยังคงไม่เคลื่อนไหวมากนัก เนื่องจากไม่ต้องการสร้างศัตรูมากเกินไป  อีกทั้งการรักษาสัมพันธ์ทางการทูตกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการกลับมามีอิทธิพลของสหรัฐในภูมิภาคนี้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม จีนยังถือว่าเป็นผู้มีอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นฟิลิปปินส์ ที่ถึงแม้ว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีกับจีน ทว่าปัจจุบันจีนกำลังกลายเป็นแหล่งส่งออกอันดับหนึ่งของฟิลิปปินส์แซงหน้าญี่ปุ่นและสหรัฐ แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนในอาเซียน นอกจากนี้จีนยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อทั้งรัฐบาลกัมพูชาและลาว เห็นได้จากการที่ กัมพูชาและลาวไม่เห็นด้วยกับการร่วมจัดทำแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ (ซีโอซี) ที่เป็นการจำกัดการแสวงหาผลประโยชน์ของจีนในทะเลจีนใต้
 
ทั้งนี้ อาเซียนนับว่าเป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีประชากรมากกว่า 600 ล้านคน อีกทั้งมีการขยายตัวของชนชั้นกลางในอัตราที่สูงมาก โดยคาดว่าจะขยายตัวสูงถึง 85 ล้านคน ในปลายปี 2017 จากเดิมที่ 40 ล้านคน ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทยและภัยพิบัติในฟิลิปปินส์ก็ตาม จึงไม่แปลกที่ประเทศมหาอำนาจพยายามเข้ามาผูกสัมพันธ์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์
 
"ญี่ปุ่นและจีนกำลังพยายามที่จะเข้ามาผูกสัมพันธ์กับประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเห็นได้ชัด" มัลคอล์ม คุก ผ.อ. โรงเรียนการระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยฟลินเดอร์ในออสเตรเลียกว่าว พร้อมเสริมว่านับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประเทศในอาเซียนที่ประเทศมหาอำนาจกำลังให้ความสนใจ ทว่า อย่างไรก็ตามประเทศในอาเซียนยังคงต้องระวังการรักษาความสมดุลของสัมพันธ์ระหว่างฝั่งจีนและฝั่งพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐให้ดีๆ อย่างน้อยจีนก็ยังเป็นถือว่าตนเป็น "พี่เบิ้ม" ที่พร้อมจะสั่่งสอนใครก็ตามที่กล้าพอจะขึ้นมาท้าทาย อย่างที่จีนเคยทำกับเวียดนามในช่วงสงครามเย็น

ท่าทีของอาเซียนจะเป็นอย่างไรต่อไปคงต้องติดตามผลของการประชุมเนื่องโอกาสครบรอบ 40 ปี ความสัมพันธ์ ญี่ปุ่น-อาเซียนที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่อาเบะกล่าวว่าจะหารือเรื่องคานอำนาจกับจีน ผลปรากฏว่าอินโดนีเซียกับฟิลิปปินส์และประเทศอื่นๆในอาเซียนมีท่าทีกระตือรือล้นและให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

อาเซียนเนื้อหอมญี่ปุ่นผูกไมตรีคานอำนาจจีน

 

ข่าวล่าสุด

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก