
สื่อสิงคโปร์ยก"สุเทพ"เป็นก็อด ฟาเธอร์
หนังสือพิมพ์สิงคโปร์เผยรายงานพิเศษเทียบ สุเทพแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นผู้ทรงอิทธิพลจากแดนใต้
หนังสือพิมพ์สิงคโปร์เผยรายงานพิเศษเทียบ สุเทพแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นผู้ทรงอิทธิพลจากแดนใต้
ตัน ฮุย ยี ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์สเตรทไทมส์ของสิงคโปร์ประจำประเทศไทยเปิดเผยรายงานพิเศษเกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงทางการเมืองไทยประเทศไทย โดยมุ่งประเด็นไปที่แกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงอย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
รายงานระบุว่า แกนนำกลุ่มผู้ประท้วงไทยครั้งนี้เป็นบุคคลที่มีภาพลักษณ์เหมือน"ก็อด ฟาเธอร์" จากแดนใต้ของประเทศไทย
ทั้งนี้ รายงานพิเศษเริ่มต้นด้วยการบรรยายภาพการชุมนุมภายในพื้นที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ที่ชายวัยกลางคนผมสีเงินรูปร่างสันทัด ยืนยิ้มแย้มอยู่ท่ามกลางการห้อมล้อมของกลุ่มคนที่เข้ามาขอถ่ายรูป โดยภาพการให้ความใกล้ชิดสนิมสนมที่เกิดขึ้นนี้ประหนึ่งบุคคลดังกล่าวเป็นคุณปู่ใจดีคนหนึ่ง
กระนั้น ชายคนนั้นคือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (สส.) จากพรรคประชาธิปัตย์วัย 64 ปี แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตรของไทย และนำขบวนมวลชนบุกยึดสถานที่สำคัญทางราชการหลายแห่งทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะแห่งนี้
แม้จะประกาศชัดเจนในคราวแรกว่าต้องการโค่นล้มรัฐบาลในขณะนี้ของไทย แต่เป้าหมายของสุเทพกลับเป็นมากกว่านั้น คือการต้องการกำจัดระบอบทักษิณ พี่ชายนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ และอดีตผู้นำประเทศไทยซึ่งถูกรัฐประหารขับไล่ออกจากตำแหน่งและกำลังหลีกลี้อยู่ในต่างประเทศ ผู้ยังคงมีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการปกครองประเทศ
ตัน ฮุย ยี รายงานว่า เมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา สุเทพ ตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกสภา พร้อมกับสส.ของพรรคประชาธิปัตย์อีก 8 คน เพื่อมานำการประท้วงขับไล่รัฐบาล ซึ่งนับเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเมืองรุนแรงของประเทศในปี 2553
หลังการยึดสถานที่สำคัญทางราชการหลายสัปดาห์ ที่สุด ผู้ชุมนุมประท้วงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการปะทะเผชิญหน้าจนทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 รายและบาดเจ็บอีกกว่า 200 คน ก่อนที่ความตึงเครียดจะคลี่คลายเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจยุติการต้านทานและยอมให้ผู้ชุมนุมประท้วงเดินหน้าเข้าพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลและกองบัญชาการตำรวจนครบาล
รายงานระบุว่า สุเทพประกาศความสำเร็จครั้งนี้ว่าเป็นชัยชนะอีกครั้งหนึ่งของประชาชน กระนั้นก็ยังคงย้ำเตือนให้ผู้ชุมนุมเดินหน้าประท้วงต่อไป พร้อมยืนกรานปฎิเสธการเจรจา และกล่าวจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่พอใจเพียงแค่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ลาออก หรือยุบสภา
พร้อมกันนี้ รายงานพิเศษของตัน ฮุย ยี ได้ยกคำกล่าวของสุเทพที่กล่าวระหว่างการปราศรัยกับผู้สนับสนุนเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่า "พวกเขา (ชินวัตร) มักจะกลับมาสูบเลือดประชาชนเสมอ ขโมยจากประชาชน ไม่เคารพรัฐธรรมนูญ และทำให้เราเป็นทาสพวกเขา"
นอกจากนี้ รายงานยังกล่าวถึงเป้าหมายในการจัดตั้ง "สภาประชาชน" ที่ประกอบด้วยตัวแทนพลเรือนผู้พร้อมจะปฎฺรูปประเทศไทย โดยแม้ สุเทพ ไม่ได้อธิบายขยายความต่อไปว่าจะมีวิธีการตัดเลือกตัวแทนอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คือสภาประชาชนตามความหมายของสุเทพจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทั่วไป วิธีการที่เจ้าตัวมองว่าแปดเปื้อนเสียแล้วจากระบอบทักษิร
รายงานพิเศษชิ้นนี้ของหนังสือพิมพ์สเตทไทมส์ระบุต่อว่า สุเทพคือบุคคลที่ให้ภาพลักษณ์เจ้าพ่อมาเฟียของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีฐานเสียงสนับสนุนแข็งแกร่งจากภาคใต้ของไทย โดย สุเทพ สามารถจัดการปรับเปลี่ยนการต่อต้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในคราวแรก ให้เป็นความตั้งใจดังกล่าวให้เป็นการโค่นล้มรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในที่สุด
รายงานชิ้นนี้ได้กล่าวถึงความเป็นมาของสุเทพ โดยระบุว่า อดีตนักธุรกิจกิจการฟาร์มกุ้งและปาล์มน้ำมันรายนี้ เข้าสู่รัฐสภาตั้งแต่ปี 2522 ก่อนที่จะลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรในปี 2538 หลังโดนกล่าวหาเรื่องคดีทุจริตเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินในโครงการช่วยเหลือผู้ยากจน ที่หลายฝ่ายกล่าวหาว่าสุเทพมีการยกสิทธินั้นให้คนรวยแทน ก่อนที่ในปี 2551 เจ้าตัวจะนั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีของประเทศ สมัยที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นรัฐบาลที่สั่งให้ทหารสลายการชุมนุมขับไล่รัฐบาลในปี 2553 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 90 ราย และทั้งสุเทพกับอภิสิทธิ์ต่างก็เผชิญกับข้อหาสังหารประชาชนจากบทบาทในเหตุการณ์ดังกล่าว
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังไม่อาจเรียกได้ว่าฟื้นคืนจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากการประท้วงในปี 2553 กระนั้น ประสบการณ์ในครั้งนั้น ส่งผลให้อย่างน้อย สุเทพได้เรียนรู้อะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อการชุนนุม นั่นคือ การบอกกล่าวให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมบันทึกการกระทำทุกอย่างของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในระหว่างที่ผู้ชุมนุมพยายามบุกยึดอาคารราชการ เนื่องจากรู้ดีว่า จะเป็นการยากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะหลีกเลี่ยงข้อหาการกระทำรุนแรงต่อประชาชน
ขณะเดียวกัน รายงานระบุต่อไปว่า เมื่อการเรียกร้องหยุดงานประท้วง 3 วันของสุเทพไม่บรรลุผลสำเร็จ สุเทพดูจะสามารถพลิกแพลงปรับกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว เห็นได้จากการเปลี่ยนไปเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมเข้ายึดสถานที่สำคัญทางราชการต่างๆ แทน ซึ่งกดดันให้การเมืองไทยทวีความตึงเครียดจนมีการเผชิญหน้านองเลือดช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ก่อนจะคลี่คลายได้ชั่วคราวเมื่อรัฐบาลยุติการต้านทานผู้ชุมนุม
รายงานยังได้อ้างความเห็นของนักวิเคราะห์การเมือง กาญ ยืนยง แห่งสยามอินเทลเลเจนซ์ ยูนิต ซึ่งระบุชัดว่าแม้การดำเนินการของสุเทพอาจประสบความสำเร็จในที่สุด แต่ประชาชนย่อมไม่ยอมรับให้เจ้าตัวเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน ตามที่เจ้าตัวลั่นวาจาไว้
"แต่ที่แน่ๆ ก็คือ สุเทพจะมีส่วนในการคุมอำนาจผ่านระบบที่เขาสร้างขึ้นมาเอง" กาญสรุป







