
โลกจับตาวิกฤตไทยวิตกความรุนแรงบานปลาย
สื่อต่างชาติทั่วโลกพร้อมใจกันรายงานว่า ความ ขัดแย้งทางการเมืองไทยได้บานปลายไปสู่ความรุนแรงแล้ว
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สื่อต่างชาติทั่วโลกพร้อมใจกันรายงานว่า ความ ขัดแย้งทางการเมืองไทยได้บานปลายไปสู่ความรุนแรงแล้ว และต่างจับตาสถานการณ์ในไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการยกระดับการชุมนุมและการสลายการประท้วงเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. หลังจากที่เกิดกรณีการปะทะกันระหว่างกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงและมวลชนคนเสื้อแดง จนนำไปสู่ผู้เสียชีวิตศพแรกจากความขัดแย้งทางการเมืองในครั้งนี้
หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์ ระบุว่า สัปดาห์แห่งการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในไทยได้บานปลายยกระดับเข้าสู่ระยะอันตรายและผันผวน หลังจาก ที่เกิดยิงกันจนมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 คน และบาดเจ็บอีกกว่า 50 คน ซึ่งแม้ว่าหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะย่านการค้าและการท่องเที่ยว จะยังไม่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมมากนัก ทว่าการที่มีผู้เสียชีวิตและการยกระดับการชุมนุมก็ทำให้หลายฝ่ายต่างวิตกว่าความขัดแย้งอาจบานปลายออกไปนอกกรุงเทพฯ
หนังสือพิมพ์ชื่อดังในสหรัฐระบุด้วยว่า บรรดา สถานทูตต่างชาติหลายแห่งต่างปัดฝุ่นออกคำเตือน พลเมืองของตนเองกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. โดยสถานทูตฝรั่งเศสได้แนะนำให้พลเมืองน้ำหอม ที่พำนักอยู่ในกรุงเทพฯ หลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น
ขณะที่สำนักข่าวซินหัว ระบุว่า สถานทูตจีนได้ออกคำแนะนำไปยังพลเมืองเป็นครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์นี้ โดยเตือนให้ชาวจีนหลีกเลี่ยงสถานที่ชุมนุมต่างๆ รวมถึงเลี่ยงการออกนอกที่พักตอนกลางคืน และให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
ทางด้านสำนักข่าวรอยเตอร์ส เน้นรายงานถึงการยกระดับการชุมนุม เมื่อผู้ประท้วงราว 3 หมื่นคน ได้เริ่มการปฏิวัติประชาชนโดยบุกยึดหลายหน่วยงานของรัฐและสถานีโทรทัศน์หลายแห่ง จนทำให้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถึงกับต้องหนีออกจากสโมสรตำรวจ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นบัญชาการเมื่อช่วงเช้าวันที่ 1 ธ.ค.
การยกระดับชุมนุมดังกล่าวยังส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุมและตำรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ ขณะที่ผู้ประท้วงก็ตอบโต้ด้วย ก้อนหินและระเบิดน้ำมัน โดยตำรวจเปิดเผยว่า ในการชุมนุมอย่างน้อย 8 จุดครั้งนี้ มีการใช้แก๊สน้ำตาและการฉีดน้ำในพื้นที่ชุมนุมไปอย่างน้อย 3 จุด ซึ่งเป็นการเผชิญหน้ากันหลังจากที่เพิ่งเกิดเหตุปะทะโดยใช้ปืน และอาวุธมีดในคืนก่อนหน้า จนมีผู้เสียชีวิต 2 คน และได้รับบาดเจ็บราว 54 คน
สำหรับนิตยสารไทม์นั้นพาดหัวถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นว่า มีผู้เสียชีวิต 4 คน จากความรุนแรงทางการเมืองครั้งเลวร้ายที่สุดในกรุงเทพฯ นับตั้งแต่ปี 2010 พร้อมอ้างความเห็นของ ฟิล โรเบิร์ตสัน ที่เรียกร้องไปยังทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมและรัฐบาลให้เคารพในหลักสิทธิ หลังจากที่มีการยกระดับการชุมนุมขึ้นและเกิดการเผชิญหน้ากันกับ ตำรวจปราบจลาจล
ปิดท้ายที่่เว็บไซต์บีบีซี รายงานว่า ทหารได้ถูก เรียก ให้เข้ามาช่วยหนุนตำรวจปราบจลาจลเพื่อ ป้องกันการบุกยึดสถานที่ราชการต่างๆ โดยก่อนหน้านี้ทหารได้ลังเลที่จะเข้ามามีส่วนในความแตกแยกทางการเมืองครั้งล่าสุด และจะยอมเข้ามาโดยไม่ถืออาวุธและจะขอเป็นแนวหลังตำรวจปราบจลาจลเท่านั้น
“มีความเสี่ยงมากขึ้นว่าจะเกิดความรุนแรงมากขึ้น ถ้าหากกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากคนนอกกรุงเทพฯ พยายามเดินทางเข้ามายังเมืองหลวง” โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวของบีบีซี กล่าว
อย่างไรก็ดี บีบีซีย้ำด้วยว่ายังไม่มีความเป็นไปได้ของการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในขณะนี้ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ว่า ประเทศไทยยังไม่อยู่ในภาวะที่สงบเรียบร้อยพอสำหรับการเลือกตั้งใหม่ และยังคงย้ำข้อเรียกร้องเดิมให้ทุกฝ่ายหันหน้าเจรจาเพื่อผ่าวิกฤตครั้งนี้







