
Hokkaido Slow Drive 19
ผมตื่นเช้ามากะว่าจะขึ้นไปชมทะเลหมอกเสียหน่อย แต่พอดีฝนตกเลยไม่แน่ใจว่าถ้าขึ้นไปแล้วจะได้เห็นหรือไม่
ผมตื่นเช้ามากะว่าจะขึ้นไปชมทะเลหมอกเสียหน่อย แต่พอดีฝนตกเลยไม่แน่ใจว่าถ้าขึ้นไปแล้วจะได้เห็นหรือไม่ เลยตัดสินใจไม่ไป ที่โทมามุนี้มีชื่อเสียงเรื่องทะเลหมอกมาก เป็นจุดขายของเขาอีกอย่างหนึ่งเลย โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นมากมายตั้งใจมานอนที่นี่เพราะอยากมาดูทะเลหมอกยามเช้า วิธีจะไปชมทะเลหมอกคือต้องตื่นแต่เช้ามืดแล้วนั่งกระเช้าขึ้นไปบนเขาเพื่อรอพระอาทิตย์ขึ้น เมื่อความเย็นในหุบเขาสัมผัสกับความอบอุ่นแรกของแสงอาทิตย์ก็จะเกิดหมอกขึ้นและปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขามองออกไปเหมือนเป็นทะเล เลยเรียกกันว่า Unkai ที่แปลว่าทะเลหมอกนั่นเอง ผมยังแอบรู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อฟ้าไม่เป็นใจเราก็ต้องทำใจ เอาไว้หาโอกาสมาใหม่ก็ได้เนอะ
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วผมก็ขอไปชมตึก Risonare เสียหน่อยเพราะไหนๆ ก็มาแล้ว ทางโรงแรมเขาก็ใจดีส่งเจ้าหน้าที่มาพาผมไปชมทั้งๆ ที่อาคารนั้นไม่เปิดให้บริการในช่วงที่ผมไป Risonare เป็นอาคารแฝดเช่นเดียวกันกับ The Tower แต่ต่างกันตรงความหรูหรา ล็อบบี้กว้างขวางดูดีกว่ากันเยอะ ห้องหับของฝั่งนี้ก็ใหญ่กว่าและที่สำคัญคือมีอ่างจากุซซี่ส่วนตัวมองเห็นวิวทั่วรีสอร์ทเลย แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ยังไม่มีทางเดินเชื่อมต่อไปยัง Main Facility ต่างๆ ทั้งห้องอาหาร ร้านขายของ โดยเฉพาะถ้ามาเล่นสกีด้วยแล้วอาจจะลำบากหน่อยเพราะ Ski Lift นั้นก็อยู่ที่ฝั่ง Tower ต้องนั่งสกีลงไปที่ลิฟต์ประมาณหลายร้อยเมตรอยู่ แต่ได้ยินว่าทางรีสอร์ทกำลังสร้างทางเดินที่เป็นท่อเชื่อมไปยังร้านค้าและร้านอาหาร จะแล้วเสร็จประมาณกลางปีหน้าคงจะสะดวกขึ้น ดูเสร็จเรียบร้อยผมก็เช็กเอาต์และขับรถออกจากเขตรีสอร์ท ระหว่างทางก่อนถึงทางออกเหลือบไปเห็นคอกม้าเลยแวะจอดพาเจ้าตัวเล็กไปดูเป็นของแถมเสียหน่อย คือทุกวันที่ขับรถเที่ยวถ้าได้ดูสัตว์วันละตัวสองตัวเขาก็ตื่นเต้นมีความสุขแล้วครับ ฮอกไกโดมันดีตรงนี้นี่เอง มีสัตว์ให้ดูเยอะและหาดูได้เกือบตลอดเส้นทาง เหมาะกับการมาเที่ยวแบบครอบครัวจริงๆ ครับ
ฝนเริ่มซาในระหว่างที่ผมมุ่งหน้าสู่ Shintoku เมืองเล็กๆ ที่เป็นทางผ่านก่อนไปยัง Sahoro Resort จุดหมายปลายทางของผมในบ่ายนี้ ผมได้ข้อมูลมาน้อยมากจากเพื่อนชาวญี่ปุ่น ในกรณีอย่างนี้ผมจึงเลือกเข้าไปตั้งหลักที่ศูนย์กลางของเมือง คือ สถานีรถไฟ เพื่อไปหาข้อมูลเพิ่มเติมแล้วค่อยตัดสินใจ ผมได้แผนที่ของเมืองพร้อมคู่มือแนะนำที่เที่ยวและที่กิน เลยตัดสินใจว่าจะไปหาอะไรทานก่อนแล้วค่อยๆ ย่อยข้อมูลระหว่างทาน ข้อมูลเล็กน้อยที่ผมได้มาจากเพื่อนก็คือร้านราเมงที่เด่นที่สุดของเมืองนี้ ผมเจอชื่อร้านทั้งในคู่มือและแผนที่ซึ่งก็ไม่ผิดไปจากที่เพื่อนบอกไว้ เพราะเป็นหนึ่งในไม่กี่ร้านที่เมืองแนะนำ ผมใส่เบอร์โทรเข้าไปใน Navigator ปรากฏว่าเครื่องหาไม่เจอครับ นี่เป็นอีกหนึ่งปัญหา คือ ร้านเล็กๆ ในเมืองเล็กๆ อาจจะไม่ได้ถูกโปรแกรมไว้ใน Navigator แต่ไม่ต้องตกใจครับ วิธีแก้ปัญหาไม่ยาก ผมเอาแผนที่ของเมืองมาดูและพบว่าร้านราเมงที่ผมจะไปนั้นตั้งอยู่บนถนนสายหลักของเมืองที่มุ่งหน้าสู่ Sahoro Resort ผมป้อนข้อมูล Sahoro Resort เข้าไปก็เรียบร้อย เส้นทางปรากฏขึ้นบนหน้าจอแล้วก็ขับตามเส้นทางนั้นไปเรื่อยๆ โดยเทียบระยะทางกับเส้นทางบนแผนที่ แค่ไม่ถึง 10 นาที ผมก็มาถึงร้าน Rocky Ramen เป็นที่เรียบร้อย
เห็นราเมงร้านนี้แล้วนึกถึงร้าน Toku Ichiban ที่เมืองอะซาฮิกาวะขึ้นมาทันที เพราะบรรยากาศร้านออกแนวเดียวกันคือเป็นราเมงบ้านๆ เหมือนร้านก๋วยเตี๋ยวต่างจังหวัดในบ้านเรา ผมชอบชิมราเมงแบบนี้มาก เพราะได้ลองรสชาติท้องถิ่นจริงๆ เมนูของร้านก็มีหลายขนานทั้งราเมงเกี๊ยวซ่า ข้าวผัด ข้าวแกงกะหรี่ฯ แต่ที่ขึ้นชื่อลือชาของร้าน คือ Jidori Ramen เป็นราเมงซุปไก่ เพราะแถวนี้มีฟาร์มไก่ขึ้นชื่อเจ้าของร้านเลยเกิดไอเดียผสมผสานวัตถุดิบในท้องถิ่นลงไป เลยได้น้ำซุปที่ใสกว่าการใช้กระดูกหมู ซดคล่องคอดีเส้นนุ่มกำลังเหมาะ มีเนื้อไก่ใส่มาเยอะพอประมาณพร้อมไข่ต้มยางมะตูมผ่าซีกมาอีก 1 ฟอง รสชาติแตกต่างจากราเมงทั่วไป ไม่เข้มข้นแต่กลมกล่อม อร่อยใช้ได้เลยครับ อีกเมนูเป็นราเมงรสเผ็ด Kurokara Shoyu Ramen ราเมงน้ำซีอิ๊วที่เพิ่มรสจัดจ้านด้วยพริกคั่วน้ำมันจนดำเป็นสูตรพิเศษของทางร้าน ท็อปปิ้งด้วยเนื้อหมูชาชูชิ้นใหญ่และไข่ยางมะตูม ดูแล้วน่าจะถูกปากคนไทย ชามนี้ภรรยาผมจอง ส่วนลูกสาวซึ่งเป็นคนทานอะไรง่ายๆ เลยต้องทาน Miso Ramen ที่ผมสั่งให้เพราะอยากจะลองหลายรส ชามนี้ไม่มีอะไรเด่นอาจเป็นเพราะเบสิกเกินไปและเจอมิโสะราเมงขั้นเทพอย่าง Sumire มาแล้ว แต่ลูกสาวบอกโอเคอร่อยกว่าราเมงในไทยเยอะ
อิ่มจากราเมงแล้ว แทนที่จะตรงดิ่งเข้า Sahoro ผมขอขับรถย้อนกลับหน่อยหนึ่งเพราะตอนที่ขับมาเห็นป้ายหลายแห่งน่าสนใจ ในแผนที่ก็มีที่เที่ยวระบุไว้เยอะ แต่มีที่หนึ่งดูโดดเด่นกว่าที่อื่นเลยอยากแวะไปชม อยู่ก่อนถึง Rocky Ramen แค่ 500 เมตร เป็นบ้านทรงยุโรปมีป้ายหน้าทางเข้าเขียนไว้ว่า Yorkshire Farm ผมเลยเดาเอาว่าคงมีแกะให้ลูกดู พอไปจอดรถปรากฏว่าเจอของดีเลยครับ ที่นี่เป็นที่พักสไตล์ BB และมีฟาร์มแกะขนาดย่อมอยู่ด้านหลัง ผมอยากจะพาลูกไปดูแกะแต่เกรงใจเลยให้ภรรยาและลูกสาวสั่งเครื่องดื่มและขนมมาทาน ส่วนผมก็จูงลูกออกไปดูฟาร์มที่ด้านหลัง นั่งดูสักพักเกิดอาการถูกใจยังไงไม่ทราบเลยกลับมาขอดูห้องพักเสียหน่อย คุณเจ้าของมีน้ำใจพาไปชมห้องพักหลายแบบมีทั้งห้องคู่ ห้อง 3 เตียงและห้องสำหรับครอบครัว ทุกห้องมีห้องน้ำในตัวไม่ต้องแบ่งปันกันใช้ สะดวกเข้าท่าดีมาก ผมขอดูเมนูอาหารก็ดูน่าทานเมนคอร์สก็เป็นเนื้อแกะหรือปลาเทราต์มีให้เลือก 23 คอร์ส นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเช่นต้อนแกะ ตัดขนแกะและป้อนนมแกะให้ทำด้วย ราคาต่อท่านก็ประมาณ 6,5007,000 เยน รวมอาหารเช้า แต่ถ้าจะเอาอาหารเย็นด้วยก็เพิ่มอีกประมาณ 3,000 เยน บวกลบขึ้นอยู่กับเมนู ผมติดใจมากกะว่าหน้าร้อนปีหน้าต้องมาพักให้ได้ ไม่น่าเชื่อว่าเมืองเล็กๆ อย่างชินโตกุนี้กลับมีอะไรที่น่าสนใจไม่น้อยเลยครับ







