
แบงก์ชาติแห่กระตุ้นหนีเงินฝืดโลกเสี่ยงฟองสบู่ไม่จบสิ้น
เว็บไซต์บลูมเบิร์กรายงานอ้างนักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายที่ออกโรงเตือนว่า
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เว็บไซต์บลูมเบิร์กรายงานอ้างนักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายที่ออกโรงเตือนว่า บรรดาธนาคารกลางยักษ์ใหญ่ทั่วโลกทั้งในสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป กำลังสุ่มเสี่ยงสร้างภาวะฟองสบู่สินทรัพย์ครั้งใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง อันเป็นผลมาจากความพยายามต่อสู้กับภาวะเงินฝืด ซึ่งปัจจุบัน หลายประเทศกำลังประสบกับภาวะเงินเฟ้อที่ขยายตัวได้เชื่องช้าเกินไป และไม่สอดคล้องกับความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจให้ผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น แม้ว่าหลายประเทศจะดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม
บรูซ แคสแมน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของโลกคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.8% ในปีนี้ ซึ่งจะเป็นระดับต่ำที่สุดเป็นอันดับสองนับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ซึ่งแม้ว่าผู้กำหนดนโยบายในประเทศต่างๆ จะเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยและอัดฉีดเงินเข้าซื้อคืนพันธบัตร ทว่าก็ยังคงไม่สามารถขยับอัตราเงินเฟ้อได้ตามที่ตั้งใจไว้
ความกังวลของนักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายนั้น มีขึ้นในวันเดียวกับที่ เจเน็ต เยลเลน ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนต่อไป แถลงว่า เศรษฐกิจและตลาดการจ้างงานสหรัฐยังขยายตัวได้ช้าเกินไป และควรจะต้องมีสัญญาณที่ดีขึ้นมากกว่านี้ ก่อนที่เฟดจะเริ่มการลดวงเงินในมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ลง ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดีดตัวขานรับอย่างร้อนแรง โดยเชื่อว่าเฟดจะยังคงการอัดฉีดเงินเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อไปอีกระยะ
“คุณมีกำแพงสภาพคล่องขนาดมหึมา ซึ่งแน่นอนว่าจะนำไปสู่การเฟ้อของสินทรัพย์ และกลายเป็นฟองสบู่ในที่สุด” นูเรียล รูบินี ประธานบริษัท รูบินี โกลบอล อีโคโนมิกส์ กล่าว
ทางด้านธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) นั้นนับเป็นธนาคารกลางรายล่าสุดที่ดำเนินความพยายามรอบใหม่เพื่อสกัดความเสี่ยงเงินฝืด โดยประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ลงมาอยู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.25% พร้อมทั้งมีแนวโน้มอาจใช้มาตรการอัดฉีดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาว (แอลทีอาร์โอ) ให้ธนาคารพาณิชย์ตามมา หลังจากที่ดัชนีราคาผู้บริโภคในกลุ่มยูโรโซนเดือน ต.ค. ปรับตัวลงต่ำสุดในรอบ 4 ปี อยู่ที่ 0.7% จากเดิม 1.1% ในเดือน ก.ย.
ล่าสุดนั้น สำนักงานสถิติยูโรสแตทยังเปิดเผยด้วยว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจของยูโรโซนในไตรมาสที่ 3 เติบโตได้เพียง 0.1% เท่านั้น ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 0.3% หลังจากที่เยอรมนีซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับหนึ่ง มีจีดีพีขยายตัวร่วงลงมาอยู่ที่ 0.3% จาก 0.7% ในไตรมาสก่อนหน้า
ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่นนั้น แม้ว่าจะดำเนินมาตรการอัดฉีดเงินซื้อคืนสินทรัพย์ถึงกว่า 1.4 ล้านล้านเยนมาตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อแก้ปัญหาเงินฝืดที่เรื้อรังมาถึง 15 ปี ทว่ากลับยังไม่สามารถกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศได้เท่าที่ควร ล่าสุด เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาสที่ 3 สามารถขยายตัวได้เพียง 1.9% เท่านั้น จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 3.8%







