
กังวงการเมืองไทยระอุทุบหุ้นตลาดเกิดใหม่ร่วง3วันติด
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ตลาดหุ้นตลาดเกิดใหม่ดิ่งแรง 3 วันติด ภายหลังนักลงทุนผวาเหตุประท้วงต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอยของรัฐบาลลามหนัก ขณะที่สื่อต่างชาติชี้ไทยควรเร่งแสดงให้ประเทศเพื่อนบ้านเห็นว่าบ้านเมืองมีขื่อมีแป ก่อนเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
เหตุวุ่นวายทางการเมืองของไทยร้อนระอุขึ้นทุกขณะ ภายหลังหลายภาคส่วนในสังคม ซึ่งรวมถึงภาคประชาชนและนักวิชาการ ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมของสภาผู้แทนราษฎร กลายเป็นปัจจัยส่งผลให้ดัชนีเอ็มเอสซีไอของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ดิ่งลง 0.3% แตะระดับ 1,025.01 จุดในตลาดลอนดอน ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลง 3 วันติดต่อกัน หลังกลุ่มหุ้นในประเทศปรับตัวลง โดยเฉพาะหุ้นบริษัท ท่าอากาศยานไทย ลดลงต่อเนื่องมาเป็นวันที่ 4 จากความกังวลทางการเมืองในประเทศ
“นักลงทุนส่วนใหญ่ได้ยุติการลงทุนเพิ่มเติมในตลาดหุ้นไทย เพื่อประเมินสถานการณ์การประท้วงต่อต้านรัฐบาล” จิตรา อมรธรรม หัวหน้านักวิจัยประจำบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส สาขากรุงเทพฯ ระบุ
ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยดิ่งลง 2.2% แรงที่สุดในกลุ่มดัชนีในเอเชีย เช่นเดียวกับเงินบาทที่อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเดือนที่ 31.258 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่กองทุนทั่วโลกเทขายพันธบัตรรัฐบาลไทยคิดเป็นมูลค่า 323 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าราคาที่ซื้อมาและเทขายหุ้นเป็นมูลค่าสุทธิ 91 ล้านเหรียญสหรัฐ
สถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ยังจุดให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ซึ่งรวมถึงสื่อจากต่างประเทศที่เปิดเผยบทความแสดงความเห็นอย่างต่อเนื่อง
จอห์น เลอ ฟีเวอร์ ผู้สื่อข่าวชาวออสเตรเลีย ซึ่งเป็นรองบรรณาธิการของดิเอสตาบิชเมนต์ โพสต์ เว็บไซต์ข่าวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) แสดงความเห็นในประเด็นดังกล่าวผ่านบทความ ระบุว่า กระแสคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในปัจจุบันได้ย้อนให้นึกถึงภาพเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” เมื่อปี 1992 ที่ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวประท้วงอำนาจเผด็จการของรัฐบาล จนนำไปสู่เหตุปราบปรามและปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารกับประชาชนผู้ชุมนุม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
ผู้เขียนมองว่า ทั้งหมดขึ้นอยู่กับรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและดำเนินการตามข้อเรียกร้องของประชาชน เพื่อหลีกเลี่ยงการฉุดรั้งประเทศกลับสู่ภาวะพฤษภาทมิฬอีกครั้งหรือไม่ ตลอดจนแสดงให้ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนได้เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่มีกฎหมาย มีเสถียรภาพ และพร้อมเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2015 ที่จะถึงนี้
“ถึงเวลาที่นักการเมืองไทยจะลุกขึ้นมารับผิดชอบในสิ่งที่ได้กระทำไว้และหยุดพฤติกรรมใดๆ ที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา เพื่อยกระดับให้สังคมไทยดีขึ้น เพราะหากล้มเหลว เราก็จะเห็นวงจรการเสียชีวิตของประชาชนผู้ประท้วงและความขัดแย้งทางการเมืองต่อไปไม่สิ้นสุด” ฟีเวอร์ ระบุ
ด้านวอลสตรีท เจอร์นัล แสดงความเห็นอ้าง ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเกียวโต ระบุว่า ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทยสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายครั้งใหญ่ภายในภูมิภาคอาเซียน ที่หลายประเทศต้องเผชิญกับปัญหาการลุกฮือของประชาชนรากหญ้าที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและความรับผิดชอบที่มากขึ้นจากรัฐบาลเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในมาเลเซีย ภายหลังจากพรรครัฐบาลที่ครองอำนาจบริหารประเทศมานานกว่า 50 ปี ต้องพ่ายแพ้ต่อฝ่ายค้านในการเลือกตั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา







