
ทั่วโลกลุยอัดฉีดต่อ เฟด-บีโอเจคงคิวอี ยุโรปลุยสวอปเงิน
โลกพร้อมใจอัดฉีดเงินเข้าระบบต่อ เฟดบีโอเจคงคิวอีเหมือนเดิม ขณะแบงก์ชาติ 6 แห่งต่ออายุสวอปเงินถาวร
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โลกพร้อมใจอัดฉีดเงินเข้าระบบต่อ เฟด-บีโอเจคงคิวอีเหมือนเดิม ขณะแบงก์ชาติ 6 แห่งต่ออายุสวอปเงินถาวร
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ประกาศหลังการประชุมคณะกรรมการผู้กำหนดนโยบายผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ผ่านการซื้อคืนพันธบัตรเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อไป ในขณะที่ 6 ธนาคารกลางยักษ์ใหญ่ ซึ่งรวมถึงธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ประกาศต่ออายุข้อตกลงสวอปค่าเงินออกไปอย่างถาวร เพื่อสร้างสภาพคล่องสำรองหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นในอนาคต
ธนาคารกลางสหรัฐให้เหตุผลว่าสภาพเศรษฐกิจสหรัฐยังอ่อนแอเกินกว่าที่จะลดปริมาณการอัดฉีดได้ในขณะนี้ ขณะที่การฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังดำเนินไปอย่างไม่ต่อเนื่อง อีกทั้งการฟื้นตัวของตลาดการจ้างงานก็ยังเป็นไปอย่างเชื่องช้า
อย่างไรก็ตาม เฟดกลับไม่ได้ย้ำความกังวลถึงวิกฤตการณ์การคลังของรัฐบาลสหรัฐ และความวิตกต่อทิศทางดอกเบี้ยอสังหาริมทรัพย์ที่อาจสูงขึ้นในอนาคตตามที่เคยย้ำในการประชุมครั้งก่อนหน้านี้ในเดือน ก.ย. ส่งผลให้นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่า สภาพเศรษฐกิจสหรัฐอาจไม่ได้แย่มากนักอย่างที่กังวลกัน และเฟดอาจตัดสินใจลดวงเงินอัดฉีดเร็วขึ้นกว่าเดิมจากที่คาดการณ์กันว่าจะเป็นเดือน มี.ค. 2014
ดานา ซาปอร์ตา นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเครดิตสวิส เปิดเผยว่า ปัจจัยสำคัญที่จะชี้อนาคตของมาตรการคิวอีนั้นขึ้นอยู่กับการประชุมสภาคองเกรส เพื่อผ่านร่างงบประมาณในวันที่ 15 ม.ค.ปีหน้า และผ่านร่างกฎหมายขยายเพดานหนี้ภายในวันที่ 7 ก.พ.
“หากสภาคองเกรสสามารถผ่าทางตันทางการคลังไปได้ ทำให้ประเทศไม่ต้องเผชิญภาวะชัตดาวน์อีกครั้ง ก็อาจเป็นไปได้ที่เฟดจะตัดสินใจเริ่มลดวงเงินคิวอี อย่างเร็วที่สุดในการประชุมวันที่ 29 ม.ค.” ซาปอร์ตา กล่าว
วันเดียวกัน ธนาคารกลาง 6 แห่งทั่วโลก ได้แก่ สหรัฐ ยุโรป อังกฤษ ญี่ปุ่น แคนาดา และสวิตเซอร์แลนด์ ก็ได้ประกาศขยายอายุข้อตกลงสวอปค่าเงินชั่วคราว ที่มีขึ้นเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ภาคการเงินโลกระหว่างปี 2007-2009 นั้น ให้กลายเป็นกลไกความร่วมมือถาวร เพื่อเตรียมรับมือหากเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินขึ้นอีกในอนาคต
“ข้อตกลงสวอปไลน์ชั่วคราวที่มีขึ้นนั้น ช่วยบรรเทาภาวะตึงตัวในตลาดการเงินและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจลงได้ ดังนั้น เราจึงเห็นชอบให้มีข้อตกลงดังกล่าวนี้ต่อไป เพื่อเป็นสภาพคล่องสำรองในยามฉุกเฉิน” แถลงการณ์ร่วมของธนาคารกลาง 6 แห่ง ระบุ
ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) นั้น ยังคงเดินหน้ามาตรการอัดฉีดซื้อสินทรัพย์ขนาด 5 ล้านล้านเยน ซึ่งประกาศใช้มาตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมาต่อไป เพื่อพยายามยุติภาวะเงินฝืดที่เรื้อรังมานานถึง 15 ปี อย่างไรก็ตามบีโอเจตัดสินใจไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับใหม่ตามที่ตลาดทุนคาดหวัง โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มที่จะฟื้นตัวได้ดีขึ้นแล้ว
บีโอเจ ระบุว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องมีมาตรการใหม่ออกมา เนื่องจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัวอย่างเป็นลำดับ โดยภาคเอกชนเริ่มกลับมามีผลกำไรและมีการใช้จ่ายกันมากขึ้นแล้ว ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อเดือน ก.ย. ขยายตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 0.7% หรือสูงที่สุดในรอบ 4 ปี
อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่าในการประชุมบีโอเจครั้งนี้ มีคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินถึง 3 คน จากทั้งหมด 9 คน ที่ตั้งข้อสงสัยว่าบีโอเจจะสามารถบรรลุเป้าเงินเฟ้อได้ตามกำหนดภายใน 2 ปี หรือไม่ หลังจากที่รัฐบาลมีแผนเตรียมจะขึ้นภาษีการขายจากเดิมที่ 5% ไปเป็น 8% ในเดือน เม.ย.ปีหน้า







