
สหรัฐฟื้นดันน้ำมันแพง
จับตาราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น หลังสภาคองเกรสขยายเพดานหนี้สหรัฐ
จับตาราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น หลังสภาคองเกรสขยายเพดานหนี้สหรัฐ
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือพีทีทีจีซี เปิดเผยว่า การที่สหรัฐสามารถผ่านวิกฤตเพดานหนี้ได้ช่วยลดความกังวลต่อวิกฤตเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจะเป็นแรงหนุนให้ราคาน้ำมันในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีปรับตัวสูงขึ้นอีก
นายประสริฐ กล่าวว่า ปกติราคาน้ำมันจะปรับเพิ่มตามฤดูหนาวในสหรัฐและยุโรปอยู่แล้ว เมื่อผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นดีขึ้นก็จะเป็นแรงส่งด้านราคา แต่คาดว่าราคาจะไม่สูงขึ้นไปมาก โดยราคาน้ำมันดิบจะอยู่ที่ 100-110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปจะอยู่ที่ 120-130 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลทั้งนี้เนื่องจากมีประเด็นด้านอุปทานที่เป็นแรงกดดันราคาอยู่ทั้งการใช้พลังงานทดแทนที่เพิ่มขึ้นและแหล่งเชลแก๊สในสหรัฐ
ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสิทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงทำให้จำเป็นมากที่ไทยต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพราะโครงการเหล่านี้ต้องมีการวางแผน ใช้เวลาและความต่อเนื่องในการลงทุน แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยมีข้อเสียคือเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย และแม้จะในรัฐบาลเดียวกันใน 1 กระทรวงก็เปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย เที่ยบกับคู่แข่งที่ทำนโยบายได้ต่อเนื่อง
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ขยายเพดานการชำระหนี้ออกไปชั่วคราวจนถึงเดือน ก.พ. 2557 ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ถาวร เป็นการประวิงเวลาไม่ให้ภาคการเงินของประเทศมีปัญหาจนถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ
นายสมชัย กล่าวว่า คลังหวังว่าสหรัฐจะยกเลิกหรือทยอยการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) จะช่วยให้ทุกประเทศมั่นใจว่าเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น ซึ่งก็จะเป็นผลดีต่อภาคการส่งออกและเศรษฐกิจของไทย การขยายเพดานหนี้ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ถาวร เป็น
“คลังได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการในการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินอย่างรวดเร็วแก่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปแล้ว ซึ่ง ธปท. มีมาตรการเพียงพอที่จะดูแลสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้ผันผวน” นายสมชัย กล่าว
ทั้งนี้ ยืนยันว่าประเทศไทยยังมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ค่าเงินบาทยังมีเสถียรภาพ มีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงถึง 1.7 แสนล้านสหรัฐ รัฐบาลมีการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2556 เกินเป้าถึง 5 หมื่นล้านบาท จึงมั่นใจว่าปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งเหล่านี้จะเพียงพอที่จะรองรับสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายได้
นายปฤษันต์ จันทน์หอม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ธปท. กล่าวว่า ช่วงนี้อาจมีเงินทุนต่างชาติไหลออกบ้าง แต่อยากให้นักลงทุนมองระยะยาวมากกว่า ขณะนี้ตลาดยังไม่นิ่ง ต้องรอว่าสหรัฐจะตัดสินใจอย่างไรกับมาตรการผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ในต้นปีหน้าซึ่งในระยะยาวนั้นเม็ดเงินก็น่าจะมีทิศทางไหลกลับไปยังสหรัฐบ้าง เพราะเงินที่ออกมาจากสหรัฐนั้นค่อนข้างเยอะมาก ทำให้เราต้องมาพิจารณาว่าเม็ดเงินต่างชาติจะไหลกลับไปเมื่อไหร่ส่วนปัญหาเพดานหนี้สหรัฐมีความยืดเยื้อในการขยายเพดานหนี้ เชื่อว่าที่ผ่านมาสหรัฐอยู่ระหว่างรอความชัดเจนในภาพเศรษฐกิจสหรัฐเองด้วย เพราะสถานการณ์การคลังของสหรัฐก็ยังไม่มีความแน่นอน ซึ่งรอให้สถานการณ์ต่างๆ เริ่มนิ่งก่อน และอยากให้รอดูการขยายเวลาเพดานหนี้ครั้งต่อไปในเดือนก.พ. ซึ่งทุกคนกลัวว่าในเดือนก.พ.อาจมีปัญหาการขยายเพดานหนี้เหมือนในครั้งนี้อีก แต่เชื่อว่าสหรัฐจะสามารถแก้ไขปัญหาได้
ในช่วง 3 สัปดาห์ ที่ผ่านมาหลังจากสหรัฐมีความชัดเจนว่าจะคงเม็ดเงินในการทำมาตรการคิวอีของสหรัฐ ธปท.ได้ออกมาระบุว่า มีเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับเข้ามายังประเทศไทยโดยเป็นการไหลเข้าตลาดตราสารหนี้จำนวน 23 พันล้านดอลลาร์ โดยธปท.มองว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าเหล่านี้ ถือว่าไม่มากนัก และไม่น่ากังวล
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัทพีทีที โกลบอล เคมีคอล จำกัด(มหาชน) หรือพีทีทีจีซี กล่าวถึงแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกว่า การที่สหรัฐสามารถผ่านวิกฤตเพดานหนี้ได้ช่วยลดความกังวลต่อวิกฤตเศรษฐกิจได้ซึ่งจะเป็นแรงหนุนให้ราคาน้ำมันในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีสูงขึ้นอีกจากปกติราคาน้ำมันจะปรับเพิ่มตามฤดูหนาวในสหรัฐและยุโรปอยู่แล้ว แต่คาดว่าราคาจะไม่สูงขึ้นไปมาก โดยราคาน้ำมันดิบจะอยู่ที่ 100110 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปจะอยู่ที่ 120130 ดอลลาร์/บาร์เรล ทั้งนี้เนื่องจากมีประเด็นด้านอุปทานที่เป็นแรงกดดันราคาอยู่ทั้งการใช้พลังงานทดแทนที่เพิ่มขึ้นและแหล่งเชลแก๊สในสหรัฐ
ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสิทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงทำให้จำเป็นมากที่ไทยต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพราะโครงการเหล่านี้ต้องมีการวางแผน ใช้เวลาและความต่อเนื่องในการลงทุน แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยมีข้อเสียคือเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย และแม้จะในรัฐบาลเดียวกันใน 1 กระทรวงก็เปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย เที่ยบกับคู่แข่งที่ทำนโยบายได้ต่อเนื่อง
“เราไม่ค่อยมีความต่อเนื่องของนโยบาย เช่นกรณีรถไฟรางคู่ เราก็มีแผนมาเป็น 20 ปีแล้วว่าจะสร้าง 2 พันกิโลเมตร ตอนนี้สร้างได้ 385 กิโลเมตรหรือแค่ 13% รถไฟฟ้าความเร็วสูงมีแนวคิดมาตั้งแต่ปี 2537 ตอนนี้ก็ยังไม่ได้เริ่ม หรือรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑลมีแผนตั้งแต่ปี 2547 291 กิโลเมตร ตอนนี้ก็สร้างไปได้ 80 กิโลเมตรหรือ 27% เท่านั้น” นายพยุงศักดิ์ กล่าว







