
สู้กันด้วยปัญญา พาทัวร์แปดตลาด
จากการจัดอันดับ “ดัชนีการสร้างสรรค์นวัตกรรมโลก” เมื่อต้นปีนี้ของนิตยสารบลูมเบิร์ก โดยพิจารณาจาก 7 ปัจจัย
โดย...เพียงออ วิไลย [email protected]
จากการจัดอันดับ “ดัชนีการสร้างสรรค์นวัตกรรมโลก” เมื่อต้นปีนี้ของนิตยสารบลูมเบิร์ก โดยพิจารณาจาก 7 ปัจจัย คือ ความหนาแน่นของการวิจัยและการพัฒนา (20%) ผลิตภาพในการผลิต (20%) ความหนาแน่นของเทคโนโลยี (20%) การให้ความสำคัญกับการวิจัย (20%) ความสามารถทางการผลิต (10%) ระดับการศึกษา (5%) และการจดสิทธิบัตร (5%) ปรากฏว่า เกาหลีได้เป็นอันดับสองของโลกในการสร้างสรรค์นวัตกรรม เป็นอันดับหนึ่งที่มีการจดสิทธิบัตรมากที่สุด และมีขีดความสามารถในการประกอบการ กับมีความหนาแน่นของเทคโนโลยีระดับสูงมากเป็นอันดับสองรองจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น (ประเทศในเอเชียติดสามอันดับ ญี่ปุ่นอันดับหก และสิงคโปร์อันดับเจ็ด)
ผลจากการจัดอันดับนี้ ทำให้เกาหลีดูภาพลักษณ์ดีขึ้นจากคำกล่าวหาว่าชอบขโมยเทคโนโลยีของผู้อื่น เกาหลีบรรจุหลักสูตรสร้างเด็กให้มีความคิดสร้างสรรค์มาตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ นักศึกษามหาวิทยาลัยจบมาพร้อมกับไอเดียธุรกิจของตนเองซึ่งพร้อมที่จะกู้เงินไปลงทุนสร้างธุรกิจได้เลยหากต้องการ เป็นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และสร้างโอกาสให้ประเทศได้มีผู้ประกอบการธุรกิจไฟแรงเข้ามาต่อโยงใยในโครงสร้างของเศรษฐกิจ ซึ่งเมืองไทยก็กำลังเริ่มต้นที่จะสร้างเช่นเดียวกันภายใต้โครงการกองทุนตั้งตัวได้ ที่ให้เงินกู้แก่นักศึกษาผู้จบมาไม่เกิน 5 ปี ในวงเงินสูงสุดถึง 3 ล้านบาท ไปทำธุรกิจของตนเองโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ค่ะ)
มีศาสตราจารย์เกาหลีท่านหนึ่งที่ “เชกา” รู้จัก เวลามาเมืองไทย ท่านชอบหอบหิ้วเอาข้อมูลสิ่งประดิษฐ์ของท่านมาให้ดูเสมอ แถมยังคุยฟุ้งเสียด้วยว่า ท่านมีสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ของตนเองมากที่สุดในมหาวิทยาลัย (แต่เก็บไว้เฉยๆ ก็เยอะ คงเหมือนๆ กับไทย ที่งานวิจัยนวัตกรรม ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการเอาไปทำเป็นการค้า) ...เดี๋ยวนี้แนวทางในการพัฒนาประเทศก็เดินตามเส้นทางของ Creative Economy ไปไหนๆ ก็เจอแต่ Creative City เรียกว่า ตอนนี้เข้าสู่ยุคการใช้ปัญญาในการสร้างชาติ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเกาหลีนี่ละค่ะ Creative สุดๆ สามารถเอาค้นหาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาเป็นจุดขายจุดสนใจ (สำหรับคนที่เคยอยู่เกาหลีมา บางทีก็ยังงงๆ ว่ามันน่าสนใจตรงไหนเนี่ย...) เอาคนไทยไปเดินดูตุ๊กตาหมี ทำกิมจิ หรือไปเกาะนามิ ทั้งๆ ที่แต่ก่อนมันไม่มีอะไรเลยอยู่บนเกาะนั้น แต่ตอนนี้กลายเป็น Nami Republic ไปเรียบร้อยแล้ว ล่าสุดก็นี่เลยค่ะ “ทัวร์รถไฟไปแปดตลาด” ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นเดือนนี้เอง
ของไทยเราก็มีทัวร์รถไฟไปน้ำตก ไปทุ่งทานตะวัน ทำบุญไหว้พระเก้าวัด แต่เกาหลีบอกว่า ถ้าอยากจะรู้จักเกาหลีให้ดีต้องไปตลาดสด เพราะเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และโดยเฉพาะนักชิมอาหารอย่าง “เชกา” ย่อมถูกใจกับโปรแกรมนี้มากกว่าไปยืนถ่ายรูปกับรูปปั้นดาราบนเกาะนามิเป็นไหนๆ ประกอบกับรถไฟเกาหลีนั่งสบาย ไปเร็วไม่อืดอาด
ส่วนแปดตลาดสดที่คัดเลือกมานี้ เป็นตลาดสดในต่างจังหวัดที่มีมายาวนานและมีเอกลักษณ์ของสินค้าประจำถิ่น ระยะทางจากกรุงโซลสามารถไปเช้ากลับค่ำได้แค่วันละแห่ง เช่น ตลาดดานยาง ที่เป็นแหล่งค้าขายมาตั้งแต่สมัยโชซอนราว 200 กว่าปีก่อน ในจังหวัดชุงชองเหนือ ตลาดเดิมถูกน้ำท่วมไปจากการสร้างเขื่อนดานยาง จึงย้ายตลาดไปอยู่ใกล้ๆ กับที่เดิม ที่นี่เป็นแหล่งเพาะปลูกและจำหน่ายกระเทียมเกาหลีแท้ที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้น ร้านอาหารรอบๆ เมืองจึงเป็นอาหารที่เน้นเมนูกระเทียม เมนูที่ขึ้นชื่อ อาทิ ซุนแด (ไส้กรอกเลือด) กระเทียม หรือกระเทียมดำไก่กรอบ จึงน่าสนใจไม่น้อยสำหรับคนที่อยากจะไปให้ถึงก้นครัวเกาหลีค่ะ
ใครจะไปเกาหลีในช่วงนี้ สามารถซื้อตั๋วทัวร์รถไฟไปกลับตลาดสดนี้ ในราคาเพียงแค่ 2.9 หมื่นวอนต่อคน (ราว 1,000 บาท) ซึ่งรวมค่าต่อรถบัสถึงจุดหมายและค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ในเส้นทางด้วย กำหนดการแต่ละจุดหมายปลายทางสามารถตรวจสอบเองได้ที่ www.korailtravel.com เพราะขณะนี้กำลังทยอยเปิดให้ครบทั้งแปดเส้นทางค่ะ...







