posttoday
นิสัยที่ต้อง "แก้"

นิสัยที่ต้อง "แก้"

01 กันยายน 2556

คำว่า “ความเคยชิน” ที่เราพูดๆ กัน มักปรากฏให้เห็นผ่านการใช้ชีวิตประจำวัน หรืออาจเป็นกิจกรรมที่ทำเป็นประจำในชีวิตการเรียน การทำงาน

คำว่า “ความเคยชิน” ที่เราพูดๆ กัน มักปรากฏให้เห็นผ่านการใช้ชีวิตประจำวัน หรืออาจเป็นกิจกรรมที่ทำเป็นประจำในชีวิตการเรียน การทำงาน โดยมากมักเป็นนิสัยที่เกิดจากการบ่มเพาะเป็นเวลานาน และยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ในระยะเวลาสั้นๆ ว่ากันว่า ความเคยชินที่ดี มักสร้างคุณประโยชน์ให้แก่เราไปชั่วชีวิต ในทางกลับกันหากเป็นความเคยชินในทางไม่ดี อาจนำความเสียหายมาสู่เราตลอดไป

ถึงแม้ว่าจะมีการกระหน่ำใช้นานาโครงการรณรงค์เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงพฤติกรรมที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของชาวจีนผ่านสื่อแขนงต่างๆ ก็ตาม แต่พฤติกรรมที่ส่อให้เห็นถึงพัฒนาการทางด้านจิตใจที่สวนทางกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศที่ดีขึ้นตามลำดับในหมู่ชาวจีน อาทิ การถ่มน้ำลาย การสูบบุหรี่ การทิ้งขยะสะเปะสะปะ การแย่งที่นั่งบนรถประจำทาง การเด็ดดอกไม้ตามสวนสาธารณะ การสลักอักษรลงบนวัตถุโบราณตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ฯลฯ ยังคงเป็นที่พบเห็นโดยทั่วไป

และเพื่อเป็นการรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของชาวจีนในสายตาคนทั่วไป หลายฝ่ายถึงกับยอมออกตัวมาปฏิเสธว่าความเคยชินเหล่านี้เริ่มบางตาลง โดยเฉพาะผู้คนตามเมืองใหญ่ที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ความจริงที่เห็นๆ กันอยู่ก็คือ พฤติกรรมที่หยิบยกมากล่าวถึงนี้ยังคงเป็นภาพลักษณ์ของชาวจีนอยู่วันยังค่ำ

เห็นได้ชัดจากป้ายเตือนต่างๆ ที่มีข้อความเชิงบังคับระบุให้ชาวจีนปฏิบัติตัวตามกรอบมารยาทที่พึงมีต่อสังคม เช่น กดชักโครกหลังใช้ห้องน้ำ อย่าส่งเสียงดัง อย่าถ่มน้ำลายตามที่สาธารณะ ฯลฯ ซึ่งมักปรากฏอยู่ตามจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางไปท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นประเทศฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สิงคโปร์ หรือแม้กระทั่งประเทศไทยที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขวัญใจชาวจีนในเวลานี้ก็ตาม

มุมมองของคนท้องถิ่นที่มีต่อนักท่องเที่ยวจีนที่เปรียบเสมือนผู้นำรายได้จำนวนมหาศาลเข้าสู่ประเทศเหล่านี้คือ กลุ่มคนที่นำความไม่ศิวิไลซ์และมีพฤติกรรมไม่ชวนมอง เรียกว่าพอเอ่ยถึงทัวร์คนจีนก็เป็นภาพในแง่ลบทันที ถือเป็นศูนย์รวมของหลากหลายพฤติกรรมที่สร้างความเอือมระอาให้แก่ผู้ที่พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นการแทรกคิว การปล่อยให้ลูกหลานปลดทุกข์ตามที่สาธารณะ การถอดถุงเท้ารองเท้าตามที่สาธารณะ การเปลือยกายด้านบนด้วยรู้สึกอากาศร้อนอบอ้าว การตักอาหารในปริมาณมากๆ ระหว่างการทานมื้อบุฟเฟต์ และโลโก้ที่บ่งบอกถึงการมาเยือนของทัวร์จีนอย่างเสียงดังโหวกเหวกที่หลายครั้งก็ทำเอาเข้าใจผิดคิดว่าเกิดการวิวาทกัน ทั้งๆ ที่เป็นการพูดคุยกันตามประสาชาวจีน เป็นต้น

สิ่งที่หยิบยกมากล่าวข้างต้นอาจไม่ใช่พฤติกรรมของชาวจีนทั้งประเทศ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นภาพลักษณ์ของนักท่องเที่ยวจีนที่อยู่ในความรู้สึกของชาวต่างชาติ นักวิชาการหลายคนต่างยอมรับว่า พฤติกรรมเหล่านี้ถือเป็นการขาดสำนึกที่มีต่อสาธารณะอันเป็นมารยาทขั้นพื้นฐานทางสังคม ชาวจีนจำนวนไม่น้อยมักมีแนวคิดที่ว่า “ขอเพียงทรัพย์สินของตนไม่เสียหาย ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจและไม่ต้องรับผิดชอบทรัพย์สินสาธารณะ” ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น สาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ อาทิ รถไฟ ถนนหนทางที่ใช้กันทุกวัน ซึ่งเป็นของที่ร่วมกันใช้และร่วมกันรับผิดชอบ แต่พวกเขากลับไม่ได้มีความคิดเช่นนี้ อะไรที่ไม่ได้เป็นของตัวเอง ถือว่าสามารถใช้ได้อย่างไม่จำกัดและไม่ต้องทะนุถนอม จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นทรัพย์สินสาธารณะเหล่านี้เสื่อมสภาพเร็วกว่าอายุใช้งานจริง

ผลการวิจัยเกี่ยวกับความเคยชินของมนุษย์ชี้ให้เห็นว่า การบ่มเพาะความเคยชินนั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากเย็นมากนัก หากเราปฏิบัติติดต่อกันนานกว่า 3 สัปดาห์ และต่อเนื่องไปจนถึงระยะเวลาราว 85 วัน พฤติกรรมเหล่านี้ก็จะกลายเป็นความเคยชินไปโดยปริยาย กิจวัตรประจำวันของแต่ละคนมีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่ไม่ได้เกิดจากความเคยชิน ส่วนที่เหลืออีกราว 95 เปอร์เซ็นต์ มักเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการปฏิบัติซ้ำๆ

นั่นถือเป็นการย้ำเตือนว่า เราใช้ชีวิตอยู่กับความเคยชินโดยไม่ทันสังเกต ในส่วนที่ส่งผลดีต่อการดำเนินชีวิตก็ไม่จำเป็นต้องไปปรับเปลี่ยนอะไรมากมาย แต่อย่าลืมว่าความเคยชินที่ไม่ดีทั้งหลายมักเป็นอะไรที่แก้ยาก หากไม่สังเกตหรือคิดที่จะแก้ไขอย่างจริงจังแล้วละก็ มันก็จะอยู่กับเราไปตลอด บางครั้งเราอาจสามารถพิชิตความเคยชินที่ไม่ดีเป็นผลสำเร็จได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ก็อาจกลับมาอยู่ในวงจรชีวิตอีกครั้ง หากไม่คิดที่จะกำจัดอย่างถอนรากถอนโคน

ศัตรูตัวฉกาจในการปรับเปลี่ยนความเคยชินที่ไม่ดีคือ ตัวเอง ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ การสามารถเอาชนะตัวเองด้วยการต่อสู้กับพฤติกรรมแง่ลบเหล่านี้

แต่ก็มีข้อน่าสังเกตว่า บางครั้งคำว่า “แบบจีนๆ” ก็ไม่ได้มีความหมายในแง่ลบเสมอไป เราจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนในกรณีที่มีการนำมาเปรียบเทียบ เช่น “การทานอาหารแบบจีนๆ” กับ “การดื่มกินแบบจีนๆ” คำแรกเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินแบบจีนที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาหลายพันปี เป็นสิ่งที่ควรอนุรักษ์และเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ส่วนการดื่มกินแบบจีนๆ มักสะท้อนให้เห็นนิสัยการกินแบบกินทิ้งกินขว้าง สั่งมาเต็มโต๊ะ แต่กินไม่หมดสักอย่าง ยิ่งทานเหลือมากเท่าใด ย่อมแสดงให้เห็นถึงความเหลือกินเหลือใช้ และมักไม่นิยมนำอาหารที่ทานเหลือกลับบ้าน เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่เสียหน้า สิ่งที่หมดไปกับพฤติกรรมดังกล่าวคือ อาหารที่เททิ้งและเงินจำนวนมหาศาล โดยไม่ฉุกคิดถึงเพื่อนร่วมชาติที่มีฐานะยากจนและกำลังหิวโหย

“การบริหารเงินแบบจีนๆ” กับ “การใช้จ่ายแบบจีนๆ” อย่างแรกสะท้อนให้เห็นถึงหลักการบริหารเงินด้วยความมัธยัสถ์ ซึ่งถือเป็นการปลูกฝังนิสัยการใช้เงินอย่างประหยัด เพื่อมีเงินเหลือไว้ใช้ในยามจำเป็น เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า นิสัยการบริหารเงินเช่นนี้ส่งผลให้ประเทศจีนสามารถผ่านพ้นวิกฤตด้านการเงินจนสามารถพัฒนาประเทศให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันด้วยการยึดมั่นในหลักการดังกล่าว

ทว่า “การใช้จ่ายแบบจีนๆ” เป็นการบ่งบอกถึงนิสัยการบริโภคของชาวจีนยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีอันจะกินที่ซื้อของตามอำเภอใจ ขอให้ชอบ เหตุผลไม่จำเป็นต้องมี บางคนอาจเป็นคนรวยที่ไม่ค่อยมีการศึกษา แต่ก็อยากวิ่งไปตามกระแสสังคม ซื้อของราคาแพงทั้งๆ ที่อาจไม่จำเป็นต้องใช้หรือไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามีประโยชน์ใช้สอยอะไร ขอแค่ซื้อเพื่อไม่ให้น้อยหน้าคนอื่นเขาก็เพียงพอแล้ว เป็นต้น

ขณะที่ชาวจีนจำนวนไม่น้อยได้รับการยอมรับว่ามีฐานะทางการเงินดีขึ้นตามลำดับหลั่งไหลกันเดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างแดนอย่างไม่ขาดสาย ในจำนวนนี้มีคนที่คิดว่าขอแค่มีเงิน จะทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด และไม่ต้องแคร์สายตาผู้อื่น แต่พวกเขาลืมไปว่า พลเมืองจีนทุกคนที่ออกนอกประเทศล้วนเป็นตัวแทนภาพลักษณ์ของคนในชาติทั้งสิ้น ทุกความเคลื่อนไหวของพวกเขาล้วนส่งผลต่อมุมมองที่มีต่อชาวจีนทั้งประเทศ

แน่นอนว่า การขจัดความเคยชินที่ไม่ดีอาจไม่สามารถเห็นผลภายในเวลาชั่วพริบตา แต่หากทุกคนตระหนักถึงภาพลักษณ์ของคนในชาติ และเริ่มปฏิบัติกันตั้งแต่วันนี้ เชื่อว่าภาพลักษณ์ดีๆ ของชาวจีนในสายตาของคนทั่วไป ย่อมได้รับการยกระดับในท้ายที่สุด

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69