
ทูตจีนเปิดอกย้ำสัมพันธ์มังกร-พม่าแกร่ง
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าในปัจจุบัน “พม่า” กลายเป็นประเทศที่เนื้อหอมที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ชาติตะวันตกและประเทศต่างๆ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าในปัจจุบัน “พม่า” กลายเป็นประเทศที่เนื้อหอมที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ชาติตะวันตกและประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียให้ความสนใจเข้ามาสานสัมพันธ์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายหลังมีการเปิดประเทศเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2554
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการสานสัมพันธ์กับชาติพันธมิตรหน้าใหม่ที่กำลังเบ่งบานสดใส ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของพม่าและชาติพันธมิตรดั้งเดิมอย่าง “จีน” เริ่มห่างเหินมากขึ้น
พิสูจน์ได้จากความบาดหมางครั้งล่าสุดที่คุกรุ่นขึ้น ภายหลังจากรัฐบาลพม่าประกาศเมื่อปลายปี 2554 สั่งระงับการก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาดยักษ์ “มิตโสน” บริเวณแม่น้ำอิรวดีในรัฐคะฉิ่น ซึ่งเป็นการร่วมทุนสร้างกับบริษัท ไชน่า อินเวสเมนต์ คอร์ป ของแดนมังกร เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่จีน ภายหลังพม่าทนเสียงคัดค้านจากสาธารณชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงไม่ไหว
ในประเด็นดังกล่าว หยาง ฮู่หลาน เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศพม่า กลับเห็นต่างออกไปเนื่องจากมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนและพม่ายังคงแข็งแกร่งและดำเนินต่อไป
“การระงับก่อสร้างเขื่อนมิตโสนไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย เพราะหลังจากนั้นประธานาธิบดีเต็งเส่งของพม่าก็ยังเดินทางเยือนจีน พร้อมลงนามแผนพัฒนาความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์อีกด้วย” หยาง ซึ่งให้สัมภาษณ์พิเศษกับหนังสือพิมพ์อิรวดีภาคภาษาอังกฤษ ระบุ
อย่างไรก็ตาม คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทั้งสองชาติกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการที่เสี่ยงสั่นคลอนความสัมพันธ์ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ โดยหนึ่งในนั้นคือการเข้าไปมีอิทธิพลในพม่ามากขึ้นของชาติตะวันตกและประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ซึ่งรวมถึงสหรัฐและญี่ปุ่น
สำหรับประเด็นนี้ เอกอัครราชทูตจีนประจำพม่า เปิดใจว่า ความเคลื่อนไหวนี้นับเป็นสัญญาณดีต่อพม่า เนื่องจากไม่มีประเทศใดที่สามารถพัฒนาได้โดยไม่สานสัมพันธ์กับโลกภายนอก
กระนั้นก็ตาม หยาง เรียกร้องให้การเข้ามามีบทบาทในพม่าครั้งนี้ของนานาชาติเป็นไปอย่างชอบธรรม โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมกระบวนการฟื้นฟูประเทศของพม่าเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเข้ามามีอิทธิพลในพม่าของชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐ มีขึ้นเพื่อคานอำนาจจีน
“การต่อสู้แย่งชิงอำนาจเหนือพม่าของจีนและสหรัฐจะส่งผลเสียต่อพม่าโดยตรง” ทูตจีนกล่าว พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐดำเนินนโยบายเน้นการร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์และเข้ามามีบทบาทในพม่าอย่างสร้างสรรค์
แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลมังกรเดินหน้าพัฒนาความสัมพันธ์กับพม่าอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2532 หลังจากพม่าถูกโดดเดี่ยวจากชาติตะวันตก ซึ่งส่งผลให้พม่าต้องเข้าพึ่งพาจีน โดยเฉพาะความช่วยเหลือในด้านเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ท่าทีที่เปลี่ยนไปของพม่า จุดชนวนให้เกิดการตั้งคำถามว่า ความพยายามของจีนในการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและสินทรัพย์ที่มีนัยสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่างๆ ของพม่า ผ่านแผนการให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจมาอย่างยาวนานนั้น อาจไม่เพียงพออีกต่อไป
เหตุเพราะอาจถึงเวลาแล้วที่ชาติมหาอำนาจเบอร์ 2 ของโลก ต้องทบทวนกลยุทธ์จากเดิมที่เน้นการสานสัมพันธ์กับพม่าเฉพาะระดับรัฐบาล และหันมาคำนึงถึงความเห็นของสาธารณชนมากขึ้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ชาวพม่าส่วนใหญ่มักมีมุมมองแง่ลบต่อจีน ที่มักให้การสนับสนุนกองทัพมากกว่าประชาชน
“แม้จีนจะสนับสนุนรัฐบาลพม่าที่มีกองทัพหนุนหลัง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแดนมังกรจะสนับสนุนการปกครองโดยทหาร และสิ่งที่จีนทำ ทั้งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมก็เพื่อประชาชนชาวพม่า ไม่ใช่เพื่อกองทัพแต่อย่างใด” หยาง ตอบโต้
นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศพม่า ย้ำอีกว่า รัฐบาลกรุงปักกิ่งจะเดินหน้าพัฒนาการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและเชื่อมั่นต่อชาวพม่าให้ดีขึ้น ภายหลังจากมีการตั้งคำถามมากขึ้นถึงจุดประสงค์หลักของความพยายามให้ความช่วยเหลือของจีนที่ผ่านมา
“ในอดีต จีนเน้นแต่ลงมือทำโดยไม่ป่าวประกาศให้โลกรู้ แต่ตอนนี้เราจำเป็นต้องสื่อสารมากขึ้น เพราะดูเหมือนว่าหากไม่สื่อสารออกไป ชาวพม่าอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนาและเสถียรภาพของพม่าเป็นหนึ่งในความต้องการของจีนเช่นเดียวกัน” ทูตแดนมังกรกล่าวทิ้งท้าย







