posttoday
ร้อนเหลือเหงื่อไหล (1)

ร้อนเหลือเหงื่อไหล (1)

18 สิงหาคม 2556

เป็นที่รู้กันดีว่าช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมาถือเป็นหน้าร้อนของประเทศจีน แต่ดูเหมือนว่าฤดูร้อนของปีนี้จะหนักเอาการอยู่ เพราะอุณหภูมิสูงขึ้นกว่าปีก่อนๆ

เป็นที่รู้กันดีว่าช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมาถือเป็นหน้าร้อนของประเทศจีน แต่ดูเหมือนว่าฤดูร้อนของปีนี้จะหนักเอาการอยู่ เพราะอุณหภูมิสูงขึ้นกว่าปีก่อนๆ และกินเวลานานในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะคนที่ทำงานอยู่กลางแดดเป็นเวลานานอย่างคนงานก่อสร้างด้วยแล้ว ดูเหมือนจะทนสภาพอากาศดังกล่าวแทบไม่ไหว

แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังต้องกัดฟันกรำงานหนักเพื่อหารายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ความร้อนในช่วงที่แดดเปรี้ยงๆ ของพื้นที่หลายแห่ง ทำให้ผู้คนที่ปฏิบัติภารกิจนอกสถานที่ล้มป่วยกันเป็นทิวแถว และใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัวจนสามารถกลับมาทำงานภายใต้สภาวะอากาศดังกล่าว เครื่องปรับอากาศกลายเป็นสินค้าที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า รวมถึงน้ำดื่มเกือบทุกยี่ห้อที่ขายหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว

ประเด็นร้อนที่มาพร้อมกับอากาศที่ระอุเช่นนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง “บทบัญญัติเกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชยการทำงานในช่วงเวลาที่อุณหภูมิปรับตัวสูงขึ้น” ถือว่าหลายฝ่ายให้ความสนใจอย่างมาก ยิ่งเมื่อบวกเข้ากับข่าวการเสียชีวิตจากการทำงานกลางแจ้งติดต่อกันเป็นเวลานานของคนงานก่อสร้างในเขตชังซาน เมืองฝูโจว ก็ทำให้ผู้คนเริ่มให้ความสนใจกับเรื่องของกลุ่มคนที่ต้องปฏิบัติงานกลางแจ้งหรือในสถานที่ที่อุณหภูมิสูงและหันมาเห็นความสำคัญของค่าชดเชยในการปฏิบัติงานกันมากขึ้น

ค่าชดเชยดังกล่าวถือเป็นเงินพิเศษที่ชำระให้แก่ผู้ที่ต้องปฏิบัติงานให้แก่หน่วยงานต่างๆ ภายใต้สภาพอากาศที่ร้อนจัด วัตถุประสงค์หลักของเงินดังกล่าวอยู่ที่การรับประกันว่างานต่างๆ ดำเนินไปตามปกติภายใต้สภาวะอากาศที่ร้อนอบอ้าวเช่นนี้ และที่สำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องสวัสดิภาพในการทำงานให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติงานภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้

เมื่ออุณหภูมิในร่างกายของคนเราสูงกว่า 37.2 องศาเซลเซียส ตัวจะเริ่มร้อน และหากปล่อยให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นไปแตะที่ระดับ 39 องศาเซลเซียส นั่นแสดงว่าอยู่ในภาวะมีไข้สูง ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ การที่อากาศภายนอกปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 37 องศาเซลเซียส ผู้คนที่ทำงานอยู่ภายใต้สภาพอากาศดังกล่าวย่อมเกิดความรู้สึกอึดอัด ไม่สบายตัว เหงื่อออกมาก เวียนศีรษะ นำไปสู่อาการไข้แดด และหากอุณหภูมิภายนอกสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายก็จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน การทำงานภายใต้อากาศที่ร้อนจัดถือเป็นการปฏิบัติที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง และมักนำไปสู่อุบัติเหตุในการทำงาน

สถิติการเกิดอุบัติเหตุในการทำงานช่วงเดือน ก.ค. ส.ค. และ ก.ย. มีจำนวนมากถึงร้อยละ 30 ของอุบัติเหตุจากการทำงานตลอดทั้งปี ถือเป็นการคุกคามสวัสดิภาพบรรดาผู้ใช้แรงงานอย่างมากและส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ทางภาครัฐจึงมีการหาแนวทางรับมือและช่วยเหลือทางด้านสวัสดิการแก่ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งภายใต้อุณหภูมิที่ร้อนระอุมาโดยตลอด

ดังเห็นได้จากพื้นที่แต่ละแห่งและธุรกิจแต่ละประเภทต่างมีการใช้นโยบายในการชำระค่าชดเชยให้แก่คนกลุ่มนี้ แต่ก็ไม่ได้มีการกำหนดมาตรฐานที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่นระดับของอุณหภูมิเท่าใด จะต้องชำระค่าชดเชยจำนวนเท่าไร หากมีการละเมิดจะมีการลงโทษเช่นไร เป็นต้น ทว่าการจะกำหนดมาตรฐานอุณหภูมิการหยุดทำงานกลางแจ้งให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ก็มีความยากลำบากอยู่พอควร เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการทำงานแตกต่างกัน ส่งผลต่ออุณหภูมิของพื้นที่ต่างๆ แม้แต่ไซต์งานเดียวกัน แต่เป็นงานคนละประเภท ก็มีอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน ยังไม่รวมถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่ส่งผลต่ออุณหภูมิในสถานที่ทำงานกลางแจ้งอีกด้วย

นอกจากนี้ ในบางพื้นที่กำหนดว่า หากอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส สามารถหยุดปฏิบัติงานกลางแจ้ง แต่หากอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 3740 องศาเซลเซียส ควรกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงานไม่เกินวันละ 6 ชั่วโมง จะสังเกตเห็นว่างานก่อสร้างที่เคยทำกันหามรุ่งหามค่ำ พอเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนที่อากาศอบอ้าวเช่นนี้ เวลาในการดำเนินงานก็ย่นระยะเวลาลง และมีการเลื่อนเวลาทำงานให้เช้าขึ้น เพื่อหยุดทำงานในช่วงที่อากาศร้อนจัด จากนั้นจึงกลับมาปฏิบัติงานอีกครั้งในช่วงที่อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลง ถือเป็นการปรับเปลี่ยนเวลาทำงานที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง

ทั้งยังครอบคลุมถึงสวัสดิภาพของสตรีมีครรภ์และเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ คนกลุ่มนี้ห้ามปฏิบัติงานภายใต้อุณหภูมิที่สูงกว่า 35 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิของสถานที่ทำงานที่สูงกว่า 33 องศาเซลเซียส รวมไปถึงผู้ใช้แรงงานที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติอยู่กลางแดดเป็นเวลานานจนก่อให้เกิดอาการไข้แดด หลังจากเข้ารับการรักษาและเสียชีวิตภายในเวลา 48 ชั่วโมง จะถือเป็นการได้รับอุบัติเหตุจากการทำงาน มีสิทธิในการเรียกร้องค่าชดเชย มาตรการเหล่านี้จึงถือเป็นการคุ้มครองสวัสดิการในการทำงานของผู้คนที่กรำงานอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ซึ่งช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่คนกลุ่มนี้ไม่น้อย

ทั้งนี้ ในแต่ละท้องที่ก็มีมาตรฐานในการกำหนดช่วงเวลาในการทำงาน และระดับอุณหภูมิที่พักงานเป็นของตนเอง ที่สำคัญคือ เงื่อนไขในการชำระค่าชดเชยก็มีความหลากหลาย

ยกตัวอย่างเช่น เซี่ยงไฮ้ กำหนดให้ชำระค่าชดเชยแก่ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งและไซต์งานที่ไม่สามารถใช้มาตรการใดๆ ในการลดอุณหภูมิในสถานที่ทำงานให้ต่ำกว่าระดับ 33 องศาเซลเซียส (ไม่รวม 33 องศาเซลเซียส) จะได้รับค่าชดเชยในระดับมาตรฐานเดือนละ 200 หยวน (ประมาณ 1,000 บาท) นับตั้งแต่เดือน มิ.ย.ก.ย.

ขณะที่ปักกิ่งจะชำระเงินชดเชยให้แก่ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งไม่ต่ำกว่าเดือนละ 120 หยวน (ราว 600 บาท) สำหรับผู้ที่ทำงานในร่มภายใต้อุณหภูมิที่สูงกว่า 33 องศาเซลเซียส (ไม่รวม 33 องศาเซลเซียส) จะได้รับค่าชดเชยไม่ต่ำกว่าเดือนละ 90 หยวน นับตั้งแต่เดือน มิ.ย.ส.ค.

มณฑลกวางตุ้ง มีการกำหนดมาตรฐานค่าชดเชยสำหรับผู้ที่ทำงานภายใต้อุณหภูมิที่ร้อนระอุไว้ที่เดือนละ 150 หยวน (750 บาท) โดยชำระให้นับแต่เดือน มิ.ย.ต.ค.

ส่วนมณฑลเจียงซู ก็มีการกำหนดการชำระค่าชดเชยให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 33 องศาเซลเซียสในช่วงเดือน มิ.ย.ก.ย. โดยจ่ายให้คนละ 200 หยวนต่อเดือน

ข่าวล่าสุด

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก