
ฮุนเซนเสีย 22 เก้าอี้รวดฝ่ายค้านอื่มโกงเลือกตั้งเพียบ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
นายกรัฐมนตรี ฮุนเซน ของกัมพูชา ยังคงสามารถรักษาเก้าอี้ผู้นำประเทศที่ครองติดต่อกันมานานเกือบ 3 ทศวรรษไว้ได้ต่อไป หลังจากที่ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 28 ก.ค. ระบุว่า พรรคประชาชนกัมพูชา (ซีพีพี) ของฮุนเซน สามารถคว้าชัยชนะเหนือพรรคกู้ชาติ(ซีเอ็นอาร์พี) ของสม รังสี แกนนำพรรคฝ่ายค้าน ทว่าผลเบื้องต้นก็ถือว่าพลิกความคาดหมาย เมื่อพรรคซีพีพีคว้าชัยไปได้เพียง 68 เสียง จากทั้งหมด 123ที่นั่งในสภา หรือลดลงจากเดิมที่มีอยู่ 90 ที่นั่ง โดยพรรครัฐบาลนั้นเสียที่นั่งให้กับพรรคฝ่ายค้านมากถึง 22 ที่นั่งในครั้งนี้ และทำให้พรรคของสม รังสี ได้เก้าอี้ในสภาเพิ่มเป็น 55 ที่นั่ง
การเลือกตั้งดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวลือว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันมีรายงานว่าเกิดความวุ่นวายขึ้นที่บริเวณหน้าคูหาเลือกตั้งในเขตสตึงเมียนเจยของกรุงพนมเปญ เมื่อมีประชาชนหลายร้อยคนทำการพลิกคว่ำและทำลายรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยคาดว่ามีสาเหตุมาจากความโกรธแค้นที่ไม่สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งได้
ด้าน ยิม โสวรรณ โฆษกพรรคซีเอ็นอาร์พี ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของกัมพูชา กล่าวว่า การทุจริตการเลือกตั้งในครั้งนี้เลวร้ายกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาในอดีต โดยเฉพาะความผิดปกติที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น รายชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สูญหายไป ในขณะที่กลุ่มพิทักษ์ด้านสิทธิมนุษยชน แสดงความกังวลก่อการเลือกตั้งว่าหมึกหรือเครื่องหมายที่ใช้ในบัตรลงคะแนนอาจถูกลบออกได้โดยง่าย
“เป็นเรื่องยากที่จะอ้างว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างเสรีและยุติธรรม และการเลือกตั้งที่เท่าเทียมกันไม่เคยมีอยู่จริง เพราะไม่มีความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงสื่อ ขณะเดียวกัน สม รังสี แกนนำพรรคฝ่ายค้านถูกกีดกันจากการลงสู้ศึกเลือกตั้งในครั้งนี้ด้วย”โค เปียบ ผู้อำนวยการบริหารองค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศของกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกัมพูชายังคงต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจอยู่มาก เนื่องจากเหล่านักวิเคราะห์ต่างชาติเห็นตรงกันว่ากัมพูชาจะสามารถพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติด้วยการอาศัยข้อได้เปรียบในการเป็นฐานการผลิตต้นทุนต่ำ แรงงานราคาถูก ท่ามกลางภาวะที่ประเทศอื่นในภูมิภาคอย่างไทยและจีน ปรับเพิ่มค่าแรงขึ้นต่อไปได้อีกไม่นานนัก
นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้ว่าในปีที่ผ่านมาปริมาณการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติของกัมพูชา (เอฟดีไอ) จะสามารถขยายตัวได้ถึง 75% อยู่ที่ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่รัฐบาลยังจำเป็นต้องหันมาปรับเปลี่ยนรูปแบบการเติบโตด้วยกระจายการพึ่งพาไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น เพราะมิเช่นนั้นจะเสี่ยงติดอยู่กับการเป็นเพียงแค่ฐานการผลิตสินค้าและอุตสาหกรรมที่อาศัยแต่แรงงานราคาถูกต่อไป ขณะเดียวกันประชาชนก็เริ่มเรียกร้องการปรับเพิ่มค่าจ้างมากขึ้นแล้ว
ถึงกระนั้น การผลักดันประเทศสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้นนั้นเป็นภารกิจที่ยากมาก เนื่องจากกัมพูชายังขาดแรงงานที่มีทักษะและการศึกษาอยู่มาก โดยสามารถยืนยันได้จากอัตราการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในปัจจุบันอยู่ที่ 14% เท่านั้น สะท้อนว่าจำนวนแรงงานที่มีทักษะในประเทศดังกล่าวมีน้อยมาก
ราจีฟ บิสวาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจากสถาบันไอเอชเอสโกลบอลอินไซต์ ให้ข้อเสนอแนะผ่านบีบีซีว่า รัฐบาลจะต้องพัฒนาระบบการศึกษาในประเทศ พร้อมกับสร้างความร่วมมือกับต่างชาติเพื่อดึงสถาบันการศึกษาที่พัฒนาแล้วเข้ามาในประเทศ โดยเฉพาะในด้านการศึกษาในระดับวิชาชีพ หรืออาชีวศึกษา
ไม่เพียงเฉพาะแค่การศึกษาอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงปัญหาความยากจนด้วย เพราะกัมพูชายังคงเป็นประเทศหนึ่งที่ยากจนมากที่สุดในเอเชีย ซึ่งรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชาชนตลอดทั้งปีในปีที่แล้วอยู่ที่ 946 เหรียญสหรัฐ (ราว 28,380 บาท) เท่านั้น ขณะที่ไทยอยู่ที่ 5,474 เหรียญสหรัฐ (ราว 164,220 บาท)







