
นั่งรถไฟไปฮอกไกโด 2
หลังจากผมเกริ่นเรื่องรถไฟ Cassiopeia ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็มีมิตรรักแฟนคอลัมน์สอบถามมาว่า รถไฟขบวนนี้ใช้ Japan Rail Pass ได้หรือไม่ ก็ขออนุญาตตอบคำถามตรงนี้เลยว่า ใช้ได้อย่างมีเงื่อนไขครับ เพราะ Cassiopeia เป็นหนึ่งในหลายๆ ขบวนของ Japan Railway (JR) ซึ่งอะไรก็ตามที่มีตรา JR นี่เข้าเงื่อนไขของ JR Pass หมด เพียงแต่เขารวมให้เฉพาะค่าโดยสารที่วิ่งอยู่บนรางหรือสัมปทานของ JR เท่านั้น ทีนี้ขบวน Cassiopeia นี่ดันเป็นตู้นอนทั้งขบวน แถมวิ่งยาวจากโตเกียวถึงซัปโปโร ซึ่งมีบางช่วงที่ใช้รางหรือวิ่งทับสัมปทานของชาวบ้าน ก็ต้องจ่ายส่วนต่างตรงนี้อีกมิใช่น้อย และรถไฟขบวนนี้ก็เป็นที่นิยมมากเต็มตลอดปีตลอดชาติ ท่านที่คิดจะลองใช้บริการก็ควรเตรียมการแต่เนิ่นๆ ครับ สำหรับผมซึ่งพลาดโอกาสมาหลายครั้ง เลยจำต้องพึ่งบริการของ JTB บริษัทท่องเที่ยวที่ใหญ่และแข็งแรงที่สุดของญี่ปุ่น ผมโทรหาเพื่อนที่โน่นให้ช่วยหาตั๋วให้ผม 4 ใบ ให้วันไป 34 วัน วันไหนก็ได้ ถึงค่อยได้ตั๋วมา เพราะถ้ากำหนดวันตายตัวโอกาสจะไม่ได้ที่นั่งมีมากอยู่ เมื่อได้ตั๋วมาแล้วผมถึงค่อยมากำหนดแผนการเดินทางในช่วงต่อๆ ไป
หลังจากผมเกริ่นเรื่องรถไฟ Cassiopeia ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็มีมิตรรักแฟนคอลัมน์สอบถามมาว่า รถไฟขบวนนี้ใช้ Japan Rail Pass ได้หรือไม่ ก็ขออนุญาตตอบคำถามตรงนี้เลยว่า ใช้ได้อย่างมีเงื่อนไขครับ เพราะ Cassiopeia เป็นหนึ่งในหลายๆ ขบวนของ Japan Railway (JR) ซึ่งอะไรก็ตามที่มีตรา JR นี่เข้าเงื่อนไขของ JR Pass หมด เพียงแต่เขารวมให้เฉพาะค่าโดยสารที่วิ่งอยู่บนรางหรือสัมปทานของ JR เท่านั้น ทีนี้ขบวน Cassiopeia นี่ดันเป็นตู้นอนทั้งขบวน แถมวิ่งยาวจากโตเกียวถึงซัปโปโร ซึ่งมีบางช่วงที่ใช้รางหรือวิ่งทับสัมปทานของชาวบ้าน ก็ต้องจ่ายส่วนต่างตรงนี้อีกมิใช่น้อย และรถไฟขบวนนี้ก็เป็นที่นิยมมากเต็มตลอดปีตลอดชาติ ท่านที่คิดจะลองใช้บริการก็ควรเตรียมการแต่เนิ่นๆ ครับ สำหรับผมซึ่งพลาดโอกาสมาหลายครั้ง เลยจำต้องพึ่งบริการของ JTB บริษัทท่องเที่ยวที่ใหญ่และแข็งแรงที่สุดของญี่ปุ่น ผมโทรหาเพื่อนที่โน่นให้ช่วยหาตั๋วให้ผม 4 ใบ ให้วันไป 34 วัน วันไหนก็ได้ ถึงค่อยได้ตั๋วมา เพราะถ้ากำหนดวันตายตัวโอกาสจะไม่ได้ที่นั่งมีมากอยู่ เมื่อได้ตั๋วมาแล้วผมถึงค่อยมากำหนดแผนการเดินทางในช่วงต่อๆ ไป
รถไฟ Cassiopeia มีทั้งสิ้น 12 ตู้ มีห้องอยู่ 4 ประเภท คือ ห้อง Suite ซึ่งมีเพียงแค่ 2 ห้องในตู้ที่ 1 และตู้ที่ 2 แต่ห้องในตู้ที่ 1 เป็นห้องที่มีคนอยากนั่ง (นอน) มากที่สุด เพราะมีหน้าต่างบานใหญ่มองเห็นวิวได้อย่างชัดเจน โดยไม่มีตู้อื่นๆ มาบดบังทัศนียภาพ ถ้าเป็นขาขึ้นก็จะเป็นตู้สุดท้าย แต่ถ้าเป็นขาล่องก็จะเป็นตู้แรกสุด ห้องระดับรองลงมาเป็นห้อง Deluxe มีอยู่แค่ 6 ห้องในตู้ที่ 1 และ 2 เช่นกัน ส่วนห้องที่มีมากที่สุดคือห้อง Twin ในตู้ที่ 4 ถึง 11 และห้องประเภทสุดท้ายซึ่งมีเพียงแค่ห้องเดียวในตู้ที่ 4 คือห้อง Compart ซึ่งออกแบบให้เป็นมิตรกับผู้โดยสาร Handicap
ผมพยายามให้เพื่อนจองห้อง Deluxe เพราะขนาดห้องใหญ่กว่า Twin และที่สำคัญคือมีห้องน้ำในตัว สุดท้ายผมได้แค่ห้องคู่มาตฐาน (Cassiopeia Twin) 2 ห้องติดกัน เพราะดันจองล่วงหน้าแค่เดือนเดียว แต่ The Show must go on ครับ วางแผนแล้ว ได้ตั๋วมาแล้ว ถึงจะไม่ถูกใจไปบ้าง แต่ก็ดีกว่าไม่ได้เลย สาเหตุเดียวที่ผมยึกยักคือห้องแบบ Twin มันไม่มีห้องอาบน้ำส่วนตัว ต้องไปใช้ห้องอาบน้ำสาธารณะ ซึ่งผมเป็นคนที่ถ้าไม่อาบน้ำก่อนนอนจะนอนไม่ค่อยหลับ แต่ก็เป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะเวลาขึ้นเครื่องดึกขากลับมาเมืองไทยก็ไม่อาบน้ำมาหลายหนแล้ว
การจะขึ้นรถไฟ Cassiopeia ต้องไปขึ้นที่สถานีอุเอโนะ ไม่ใช่สถานีโตเกียวนะครับ ผมเข้าใจว่าสถานีอุเอโนะเป็นต้นทางของรถไฟสายอีสาน (Tohoku) มาแต่ไหนแต่ไร
เมื่อก่อนรถไฟไปสุดทางที่จังหวัดอาโอโมริแล้วต้องนั่งเรือเฟอรี่ข้ามไปเกาะฮอกไกโด จนเมื่ออุโมงค์เซคังสร้างเสร็จ รถไฟถึงวิ่งมุดอุโมงค์ต่อไปได้ และถึงแม้ว่าปัจจุบันรถไฟชิงกังเซนสายอีสานจะขยับต้นทางไปอยู่ที่โตเกียวเพื่อสะดวกกับการเชื่อมต่อของผู้โดยสารที่มาจากภูมิภาคอื่นๆ แต่ Cassiopeia ที่เพิ่งเปิดใช้เมื่อปี 1999 กลับมีต้นทางอยู่ที่สถานีเดิมก็คืออุเอโนะ ซึ่งผมว่าก็ดี เพราะไม่ต้องไปชุลมุนกันอยู่ที่สถานีโตเกียว
ผมไม่ได้ไปสถานีรถไฟอุเอโนะนานพอดู รอบนี้ไปก่อนเวลาพอสมควร เลยมีโอกาสได้เดินพินิจพิจารณา บอกเลยว่าชอบมาก เพราะตัวสถานีไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย ยังมีบรรยากาศดั้งเดิมเหมือนไปเดินอยู่หัวลำโพง แต่ลงตัวกว่า เพราะมีการปรับปรุงเอาร้านรวงเก๋ๆ มาเสริมมาสลับ ทำให้รู้สึกว่าทันสมัยโดยไม่ได้สูญเสียเสน่ห์ดั้งเดิมไปเลย ผมและครอบครัวตื่นเต้นกับการเดินทางครั้งนี้มาก เพราะเป็นครั้งแรก
ในรอบ 15 ปีที่จะได้นอนค้างคืนบนรถไฟ เลยซื้อเสบียงตุนกันเต็มที่ ทั้งขนมขบเคี้ยวและข้าวกล่อง (Ekiben) อันที่จริงแล้วผมจองอาหารค่ำบนรถไฟไว้ด้วย แต่จองได้รอบ 2 ทุ่ม 10 นาที กลัวว่าลูกๆ จะหิว เลยมีข้ออ้างซื้อข้าวกล่องมาลองกัน มันเป็นความสุขและความสนุกที่จะได้ทานข้าวกล่องบนรถไฟนะครับ ปกติขึ้นชิงกังเซนถ้าเกิน 2 ชั่วโมง ผมก็ซื้อทานอยู่แล้ว นี่นั่งกันข้ามคืนยิ่งไม่มีพลาด ซื้อเสร็จผมก็เดินเข้าชานชาลา พอถึงเขตราง Cassiopeia ก็เห็นคนยืนถ่ายรูปกันไม่น้อย ปกติเวลาขึ้นชิงกังเซนจะเห็นแต่คนต่างชาติยืนถ่ายรูป แต่นี่มีคนญี่ปุ่นทั้งนั้นครับ เลยยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าเป็นรถไฟที่คนญี่ปุ่นอยากขึ้นมากที่สุดไปอีก พอถึงตู้ที่ผมจองก็รีบทยอยขนสัมภาระไปยังห้องพักแบบทุลักทุเล เพราะกระเป๋าเยอะ แถมตู้รถของห้อง Twin ยังแบ่งเป็น 2 ชั้นอีก ลากกระเป๋าขึ้นรถน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ต้องแบกขึ้นหรือลงบันไดเข้าห้องพักนี่เล่นเอาหมดแรง แถมประตูห้องไม่ใหญ่มาก กระเป๋าที่อ้วนๆ อาจจะมีปัญหา กว่าผมจะจัดสัมภาระอันได้แก่ กระเป๋าใหญ่สอง กระเป๋าเล็กสอง รถเข็นอีกหนึ่ง เข้าไปในห้องจนหมด ก็ซัดไปอีก 15 นาที หลังจากนั้นถึงค่อยสำรวจห้องพักแล้วค่อยๆ ลำเลียงเอาเสบียงออกมาวางบนโต๊ะ ปรากฏว่าลืมซื้อน้ำดื่มครับ ปกติบนรถไฟจะมีเครื่องดื่มขาย แต่ผมเป็นคนดื่มน้ำเยอะ น้ำขวดเล็กๆ ที่ขายบนรถไฟนี่คงต้องดื่มกันร่วม 10 ขวดตลอดเส้นทางคงเปลืองแย่ ผมเห็นว่ามีเวลาประมาณ 10 นาที คิดว่าเหลือเฟือ เลยเดินออกไปหาซื้อน้ำที่ร้าน Kiosk ตอนซื้อน่ะไม่นาน แต่ตอนรอจ่ายตังค์นี่มันเกินคาด ดูเวลาแล้วเหลืออีกแค่ 3 นาที ท่าจะไม่ดีเลยเอาไปเก็บแล้ววิ่งกลับมาที่ชานชาลา เห็นเจ้าหน้าที่กำลังให้สัญญาณจะปล่อยรถ ผมก็โดดผลุบเข้าประตูไปอย่างเฉียดฉิว โดยไม่มีน้ำติดมือมาเลยแม้แต่ขวดเดียว
การเดินทางไกลกว่า 16 ชั่วโมง บนเส้นทางรถไฟระยะทางประมาณ 900 กิโลเมตร กำลังเริ่มต้น จะทุกข์หรือสุข สนุกหรือเซ็ง สัปดาห์หน้ารู้กันครับ







