
ระวังน้ำมันล้นตลาดโลก"เชลออยล์" มะกันทำป่วน
ไออีเอเตือนทั่วโลกระวังสภาวะน้ำมันล้น เหตุสหรัฐผลิตน้ำมันจากหินน้ำมันป้อนตลาดได้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ไออีเอเตือนทั่วโลกระวังสภาวะน้ำมันล้น เหตุสหรัฐผลิตน้ำมันจากหินน้ำมันป้อนตลาดได้
องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ส่งคำเตือนผ่านรายงานแนวโน้มตลาดพลังงานโลกในช่วง 5 ปีข้างหน้าว่า ความก้าวหน้าในกระบวนการผลิตน้ำมันในภูมิภาคอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะสหรัฐที่สกัดจากหินน้ำมัน (เชล) อาจจะนำไปสู่สภาวะผลผลิตล้นตลาด (ซัพพลาย ช็อก) จนส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมพลังงานของโลกในที่สุด
“อเมริกาเหนือได้เริ่มต้นจุดชนวนอุปทานล้นตลาดที่จะส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก” มาเรีย แวน เดอ โฮว์เวน ไออีเอ กล่าวระหว่างการนำเสนอรายงานตลาดน้ำมันโลกในรอบ 5 ปีของไออีเอ พร้อมอธิบายว่า การที่สหรัฐสามารถผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากหินน้ำมัน ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากจนเปรียบเหมือนยุคตื่นทองของศตวรรษที่ 21 ได้ทำให้เกิดแหล่งพลังงานแห่งใหม่ของโลก
รายงานระบุว่า สถานการณ์ข้างต้นจะส่งผลต่อการพัฒนาที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมตลาดพลังงานโลกในช่วง 5 ปีข้างหน้านับต่อจากนี้ และเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ปริมาณความต้องการใช้พลังงานจากจีนที่มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ แนวโน้มดังกล่าวยังส่งผลให้สหรัฐจะแซงหน้าแคนาดากลายเป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงานหลักของภูมิภาคอเมริกาเหนือ โดยการผลิตพลังงานจากหินน้ำมันที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ได้สร้างรายได้ให้กับสหรัฐหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐและสร้างงานกว่าหลายพันตำแหน่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกลของรัฐนอร์ทดาโคตา สหรัฐ
“เป็นสถานการณ์ที่ประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลกซึ่งเคยเป็นผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่จะพบว่าตนเองได้กลายเป็นศูนย์กลางของแหล่งพลังงานแห่งใหม่ของโลก” ผู้อำนวยการบริหารไออีเอ กล่าว
ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ไออีเอเคยคาดการณ์ไว้แล้วว่า สหรัฐจะกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกภายในปี 2560 โดยเป็นผลสืบเนื่องจากพลังงานหินน้ำมันเป็นสำคัญ
รายงานของไออีเอคาดการณ์ว่า ผลผลิตพลังงานของอเมริกาเหนือจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงตั้งแต่ปี 2555-2561 หรือเกือบ 2 ใน 3 ของการคาดการณ์การเติบโตของผลผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปก ซึ่งอยู่ที่ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อย่างไรก็ตาม รายงานของไออีเอ ระบุว่า ผลผลิตพลังงานจากภูมิภาคอเมริกาเหนือถือเป็นส่วนหนึ่งของภาวะอุปทานล้นตลาดเท่านั้น เนื่องจากมีการคาดการณ์มาก่อนหน้านี้แล้วว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ในแถบตะวันออกกลางจะเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันในช่วง 5 ปีข้างหน้านี้ แม้จะมีแนวโน้มผลกระทบจากปัญหาเสถียรภาพ โดยเฉพาะในภูมิภาคแอฟริกาก็ตาม
ทั้งนี้ มีการประเมินกันว่าศักยภาพในการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปก ซึ่งคิดเป็น 35% ของผลผลิตน้ำมันทั่วโลกในปัจจุบัน จะเพิ่มขึ้นจาก 1.75 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 36.75 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2561 ซึ่งต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อปี 2555 ประมาณ 7.5 แสนบาร์เรลต่อวัน
ขณะเดียวกัน ไออีเอซึ่งถือเป็นแผนกหนึ่งขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ในการติดตามตลาดพลังงานของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำทั่วโลก ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2556 มาอยู่ที่ 90.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน และปรับเพิ่มการคาดการณ์ปริมาณการผลิตน้ำมันของประเทศที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มโอเปกประจำปี 2556 อีก 5 หมื่นบาร์เรล มาอยู่ที่ 54.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากปริมาณผลผลิตมหาศาลจากทวีปอเมริกาเหนือ
ด้านราคาน้ำมันในตลาดโลกเมื่อวันอังคารที่ 14 พ.ค. ปรับตัวเพิ่มมาอยู่เหนือระดับราคา 95 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 2,755 บาท) โดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากตัวเลขค้าปลีกของสหรัฐในเดือน เม.ย. ที่ดีขึ้นเกินกว่าอัตราที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้า
เกณฑ์ราคาน้ำมันงวดส่งมอบเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น 6 เซนต์ อยู่ที่ 95.23 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 2,762 บาท) ในกระดานซื้อขายอิเล็กทรอนิกส์ของตลาดไนเม็กซ์ นิวยอร์ก หลังจากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันของตลาดไนเม็กซ์ร่วงลง 87 เซนต์ มาอยู่ที่ 95.17 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 2,760 บาท)
เอพีรายงานว่า การปรับตัวของราคาน้ำมันครั้งนี้มีขึ้นภายหลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยรายงานระบุว่า การใช้จ่ายของประชาชนชาวอเมริกันในเดือน เม.ย. เพิ่มขึ้น 0.1% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งสวนทางกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่เชื่อว่าตัวเลขดังกล่าวจะปรับลดลงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญแสดงความเห็นว่า การเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยไม่น่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของสหรัฐที่การบริโภคของประชาชนภายในประเทศคิดเป็น 70% ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดมากนัก
ด้านราคาน้ำมันดิบเบรนต์ในตลาดฟิวเจอร์ส กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันอังคารที่ 14 พ.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2 เซนต์ มาอยู่ที่ 102.66 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 2,977.14 บาท)







