
มาเลย์เข้าคูหาถล่มทลายชี้ชะตาเลือกตั้งประวัติศาสตร์
ชาวมาเลเซียแห่ใช้สิทธิเลือกตั้งถึง 80% เป็นครั้งแรก หวังพลิกโฉมดันฝ่ายค้านชนะเลือกตั้งในรอบ 56 ปี
ชาวมาเลเซียแห่ใช้สิทธิเลือกตั้งถึง 80% เป็นครั้งแรก หวังพลิกโฉมดันฝ่ายค้านชนะเลือกตั้งในรอบ 56 ปี
เมื่อวานนี้ ชาวมาเลเซียหลายล้านคนพร้อมใจกันออกไปใช้สิทธิอย่างท่วมท้น ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งคาดว่าจะออกมาสูสีกันมากที่สุดครั้งหนึ่ง และอาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาล บาริซาน เนชันนัล ซึ่งเป็นพรรคที่ปกครองประเทศยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ต้องพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกในรอบ 56 ปีของการเลือกตั้งมาเลเซีย
“เป็นที่ชัดเจนและไม่อาจปฏิเสธได้ว่ากำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และมีแรงสนับสนุนเพิ่มขึ้นจากประชาชนในทุกชาติพันธุ์ ด้วยพระประสงค์ของพระเจ้า เราจะเป็นผู้ชนะ” อันวาร์ อิบราฮิม หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านพีเคอาร์ และเป็นแกนนำของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ปากาตัน รักยัต กล่าวต่อฝูงชนหลังใช้สิทธิเลือกตั้งในรัฐปีนัง
รอยเตอร์ส ระบุว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านซึ่งนำโดยอันวาร์ ให้คำมั่นจะขจัดปัญหาการคอร์รัปชั่น และสร้างการเมืองใหม่ที่ไม่แบ่งแยกชาติพันธุ์ ซึ่งผลการเลือกตั้งครั้งนี้อาจบ่งชี้ถึงการล่มสลายของการเมืองแบบเดิมๆ ที่ถูกครอบงำด้วยนักการเมืองเชื้อสายมาเลย์ เมื่อชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน อินเดีย รวมถึงคนเชื้อสายมาเลย์เอง ต่างพร้อมใจกันลุกขึ้นต่อต้านพรรคร่วมบาริซาน ที่มีปัญหาคอร์รัปชั่นและความไม่เสมอภาคที่ขยายวงกว้างขึ้น
“ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ครั้งนี้ฝ่ายค้านมีโอกาสสูงที่จะได้เป็นรัฐบาล จะกลัวก็แต่มีการโกงเลือกตั้งเท่านั้น” วาร์ดินา ชาร์ฟี วิศวกรคอมพิวเตอร์วัย 31 ปี กล่าวกับรอยเตอร์ส
คณะกรรมการการเลือกตั้งประมาณการว่า มีผู้มาใช้สิทธิครั้งนี้ราว 80% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 13.3 ล้านคน หรือสูงสุดนับตั้งแต่เคยมีการเลือกตั้งในมาเลเซีย โดยคาดว่าจะสามารถประกาศผลการนับคะแนนเสียงเบื้องต้นของที่นั่งราว 222 เสียงในสภาได้ภายในคืนวันที่ 5 พ.ค.
ทั้งนี้ หลังการปิดคูหาเลือกตั้งเมื่อเวลา 17.00 น. วานนี้ หน้าเว็บไซต์ข่าวท้องถิ่นมาเลเซียกินี ต่างเต็มไปด้วยรายงานการทุจริตการเลือกตั้งในหลายพื้นที่ ซึ่งทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านอาจยื่นประท้วง หากผลเลือกตั้งที่ออกมาปรากฏว่าพ่ายแพ้อย่างสูสี โดยก่อนหน้านี้ ฝ่ายค้านได้ร้องเรียนเรื่องหมึกที่ใช้ในคูหาเลือกตั้งมาแล้วว่าเป็นหมึกที่ล้างออกได้ง่าย และอาจทำให้เกิดการโกงเลือกตั้งขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังกล่าวหาว่าพรรคร่วมรัฐบาลขนคนถึง 4 หมื่น ซึ่งรวมถึงแรงงานต่างชาติทั่วประเทศมาเพื่อลงคะแนนเสียงครั้งนี้อีกด้วย
ศูนย์เมอร์เดกาเพื่อการวิจัยแห่งมาเลเซีย ได้เปิดเผยผลสำรวจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,600 คน ก่อนหน้านี้ว่า อันวาร์มีคะแนนนิยมเฉือนนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค อยู่ที่ 42% ต่อ 41% โดยมีผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจราว 17%
รอยเตอร์ส ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่ อันวาร์ ซึ่งเป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรีในสมัยมหาเธร์ โมฮัมหมัด จะมีสิทธิช่วงชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมากที่สุด เนื่องจากกระแสสังคมในมาเลเซียกำลังต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หลังจากที่พรรคร่วมรัฐบาลครองอำนาจมาอย่างยาวนานตลอด 56 ปีของการเลือกตั้ง ทว่ากลับเต็มไปด้วยปัญหาการคอร์รัปชั่น และความไม่เสมอภาคทางสังคมระหว่างคนเชื้อสายมาเลย์กับคนจีนและอินเดีย
ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเมื่อปี 2551 พรรคร่วมฝ่ายค้านสามารถท้าทายพรรคร่วมรัฐบาลครั้งใหญ่ และทำให้รัฐบาลได้ที่นั่งไปเพียง 140 ที่นั่ง หรือในสัดส่วนไม่ถึง 2 ใน 3 เป็นครั้งแรก ขณะที่แนวร่วมฝ่ายค้านได้เดินหน้าจัดการประท้วง เพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีผู้เข้าร่วมในแต่ละครั้งเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม แม้ชาวมาเลเซียจำนวนมากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่าในที่สุดแล้ว ชาวมาเลเซียจะพร้อมเลือกการเมืองใหม่ที่ไม่เคยมีโอกาสได้เข้ามาบริหารประเทศเลยหรือไม่
ขณะที่ นาจิบ ราซัค ได้แสดงความมั่นใจ ว่าจะยังคงรักษาแชมป์และสามารถทวงที่นั่ง 2 ใน 3 ในสภากลับมาได้ เนื่องจากรัฐบาลได้พิสูจน์ให้เห็นมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมาว่า สามารถปกป้องและสร้างประโยชน์ต่อชาวมาเลเซียได้
“ฉันสะดวกใจกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มากกว่า ฉันไม่สามารถวางใจเลือกฝ่ายค้านได้ เพราะฉันไม่รู้จักพวกเขา” แม่บ้านวัย 62 ปีรายหนึ่งในรัฐ ยะโฮร์ กล่าวกับรอยเตอร์ส







