
ตายเพื่ออะไร...
สัปดาห์ที่แล้ว ยังพูดถึงเรื่อง “โอตูกิ ไม่ยอมตาย” แต่ทว่าความจริงแล้วความตายอยู่รอบตัวเราตลอดเวลา ตาม คัมภีร์ธาตุวิภังค์ของแพทย์แผนไทย
โดย...เพียงออ วิไลย [email protected]
สัปดาห์ที่แล้ว ยังพูดถึงเรื่อง “โอตูกิ ไม่ยอมตาย” แต่ทว่าความจริงแล้วความตายอยู่รอบตัวเราตลอดเวลา ตาม คัมภีร์ธาตุวิภังค์ของแพทย์แผนไทย แจกแจงสาเหตุการเสียชีวิตไว้อยู่สองลักษณะ คือ หนึ่ง เสียชีวิตด้วย “ปัจจุบันกรรมและปัจจุบันโรค” การเสียชีวิตด้วย “ปัจจุบันกรรม” นั้น คือเกิดจากการต้องอาญาโทษให้ตาย ถูกทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต หรือฆ่าตัวตาย ส่วน “ปัจจุบันโรค” คือ เกิดโรคตายโดยปัจจุบันทันด่วน ซึ่งเกิดขึ้นโดยเร็ว ทั้งๆ ที่ธาตุทั้ง 4 ดินน้ำลมไฟ ในร่างกายยังไม่ได้เสื่อมถอย
สอง เสียชีวิตด้วย “โบราณกรรมและโบราณโรค” การตายโดย “โบราณกรรม” นั้น คือการสิ้นอายุขัยเนื่องจากชราภาพ เหมือนผลไม้เมื่อแก่สุกงอมเต็มที่แล้วก็หล่นลงเอง ส่วนการตายด้วย “โบราณโรค” นั้น คือการเป็นโรคเรื้อรังมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้ธาตุทั้ง 4 เสียหายไปตามลำดับขั้นจนเสียชีวิต... ตามหลักคำสอนในศาสนาพุทธ การพรากชีวิตด้วยปัจจุบันกรรมนั้น ถือเป็นข้อห้ามที่ควรละเว้นของชาวพุทธ ไม่ว่าชีวิตผู้อื่นหรือตนเอง... ทว่า ช่างน่าเสียดายนักที่ กลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาวในเกาหลีที่เป็นอนาคตของประเทศ กลับมีอัตราการตายด้วยปัจจุบันกรรม ทำการฆ่าตัวตายมากมายกว่าสาเหตุอื่น
จากตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติเกาหลี ที่ได้เปิดเผยในสัปดาห์นี้ พบข้อมูลที่น่าแปลกใจอย่างหนึ่งว่า ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา คุณภาพชีวิตในสังคมเกาหลีได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว “คุณภาพชีวิตทางกายภาพดีขึ้น แต่คุณภาพชีวิตทางอารมณ์แย่ลง” โดยดูจาก “สาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต”... เมื่อ 10 สิบปีก่อน คนเกาหลีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางท้องถนนเป็นอันดับหนึ่ง คือ 15.6 คน (ต่อประชากร 1 แสนคน) แต่สิบปีให้หลังกลายเป็นสาเหตุอันดับสอง ลดลงเหลือเพียง 7.8 คน แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยบนท้องถนน เช่น การกวดขัน จับ ปรับ ลงโทษอย่างรุนแรงกรณี ความเร็วเกินกำหนด หรือเมาแล้วขับ และเร่งปรับปรุงสภาพถนนให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด ในขณะที่การเสียชีวิตด้วยโรคร้ายแรงก็ลดน้อยลงมากเช่นกัน คือ เสียชีวิตด้วยมะเร็ง 3.8 คน โรคหัวใจ 1 คน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตระหนักในการรักษาสุขภาพและการบริการทางสาธารณสุขที่ดี
แต่ทว่าการเสียชีวิตในกลุ่มวัยรุ่น (อายุ 1524 ปี) ซึ่งเป็นประชากร 20% ของประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาอัตราการเกิดต่ำนี้ เกิดจากการฆ่าตัวตายเป็นอันดับหนึ่ง ผู้ฆ่าตัวตายเพิ่มจาก 7.7 คน (ต่อประชากร 1 แสนคน) ในปี 2001 ก้าวกระโดดเป็น 13 คน ในปี 2011...และเมื่อกลับไปดูข้อมูลย้อนหลัง พบว่า การฆ่าตัวตายทุกวัยทั้งประเทศ เริ่มพุ่งขึ้นสูงตั้งแต่ช่วงปี 1990 แต่ลดลงในปี 1998 จากนั้นกลับพุ่งขึ้นอีกหลังช่วงปี 2000 เฉพาะปี 20092010 มีผู้ฆ่าตัวตายถึง 29,501 คน ด้วยสาเหตุต่างๆ ตามลำดับ ดังนี้ จากความผิดหวังในเรื่องต่างๆ 28.8% ปัญหาสุขภาพ 22.6% ปัญหาทางเศรษฐกิจ 15.9% และปัญหาครอบครัว 11.4% ส่วนการฆ่าตัวตายในกลุ่มวัยรุ่น เกิดจากแรงกดดันเรื่องผลการเรียนมากที่สุด โอ้...เกิดอะไรขึ้นกับสังคมนี้
นักวิชาการเกาหลีได้ให้เหตุผลว่า การฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นหลังจากเกาหลีได้พัฒนาประเทศทางเศรษฐกิจยิ่งใหญ่ก้าวไกล แต่ความอบอุ่นในครอบครัวและความมั่นคงทางอารมณ์กลับไม่ได้พัฒนาตามไปด้วยทำให้คนมีภูมิต้านทานต่อความผิดหวังและแรงกดดันน้อยลง และการ “เลือกที่จะตายแทนที่จะเผชิญปัญหา” ได้รับอิทธิพลมาจากสื่อและข้อมูลข่าวสาร ที่ประโคมข่าวคนดังที่ฆ่าตัวตายตามๆ กันด้วย ทั้งนี้เด็กวัยรุ่นเกาหลีบริโภคสื่ออินเทอร์เน็ตสัปดาห์ละ 14.1 ชั่วโมง และ เด็กอายุ 1219 ใช้สมาร์ตโฟนถึง 80.7%
รัฐบาลเกาหลีก็ตระหนักถึงปัญหานะคะ จึงตั้งหน่วยงานไม่หวังผลกำไรขึ้นมาดูแลภายใต้การกำกับของกระทรวงสาธารณสุข ชื่อว่า “สมาคมป้องกันการฆ่าตัวตายแห่งเกาหลี” (???????? Korea Association for Suicide Prevention) เพื่อป้องกันและเยียวยาทางจิตใจให้แก่กลุ่มผู้ที่คิดจะฆ่าตัวตายโดยเฉพาะ
เป็นการแก้ไขที่มีระบบระเบียบ แต่สุดท้ายจะมีสิ่งใดที่จะป้องกันการฆ่าตัวตายได้เท่ากับความรักความเข้าใจในครอบครัว กับสิ่งสำคัญที่แม้แต่คุณพ่อแม่เกาหลียังขาดหายไป เนื่องจากความห่างไกลจากศาสนาที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ... นั่นคือ ความเข้าใจใน “โลกธรรมแปด” (ลาภยศสรรเสริญสุข เสื่อมลาภเสื่อมยศนินทาทุกข์) ในสังคมที่ยากจะทวนกระแสเกาหลีที่มีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดีไม่น่าทำตาม คุณพ่อคุณแม่และครอบครัวไทยเราควรจะต้องปลูกฝังความเข้าใจใน โลกธรรมแปด ให้แก่ลูกๆ ด้วย จึงจะรอดปลอดภัยไม่เดินตามกระแสเกาหลีไปอย่างผิดๆ







