
มะกัน-จีนเร่งถกสยบโสมแดง
2 ขั้วมหาอำนาจโลกจับมือลุยจัดการโสมแดง ด้านทูตต่างชาติยันไม่กลับ แม้เปียงยางขู่ไม่รับรองความปลอดภัยหลัง 10 เม.ย.
2 ขั้วมหาอำนาจโลกจับมือลุยจัดการโสมแดง ด้านทูตต่างชาติยันไม่กลับ แม้เปียงยางขู่ไม่รับรองความปลอดภัยหลัง 10 เม.ย.
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
2 ขั้วมหาอำนาจโลกจับมือลุยจัดการโสมแดง ด้านทูตต่างชาติยันไม่กลับ แม้เปียงยางขู่ไม่รับรองความปลอดภัยหลัง 10 เม.ย.
หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ของสหรัฐ รายงานอ้างแหล่งข่าววงในของรัฐบาลกรุงวอชิงตันไม่เปิดเผยนาม ระบุว่า รัฐบาลกำลังเดินหน้าหารือกับรัฐบาลจีนอย่างเร่งด่วน เพื่อหาทางรับมือภัยคุกคามทุกรูปแบบจากเกาหลีเหนือ พร้อมกดดันให้จีนปราบปรามรัฐบาลโสมแดง ภายใต้การนำของผู้นำหนุ่ม คิมจองอึน ไม่เช่นนั้นกองทัพสหรัฐจะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากส่งกองทัพเข้ามาประจำการในภูมิภาคเพิ่มขึ้นอีก
การหารือกันระหว่างสหรัฐและจีนเกี่ยวกับภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือนั้น หมายรวมถึงการพูดคุยกันทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดี บารัก โอบามา และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ตลอดจนถึงการที่สหรัฐชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการติดตั้งระบบป้องกันภัยขีปนาวุธเพิ่มเติม และการส่งเครื่องบินรบลาดตระเวนเหนือคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งรายงานระบุว่า รัฐบาลจีนไม่ได้แสดงความต่อต้านต่อความเคลื่อนไหวของสหรัฐแต่อย่างใด
นอกจากนี้ สหรัฐเตรียมส่งเจ้าหน้าที่อาวุโสไปเยือนจีนในสัปดาห์หน้า โดยเริ่มต้นจากกำหนดการเดินทางเยือนจีนของ จอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ในวันเสาร์ที่ 13 เม.ย.นี้
นิวยอร์กไทมส์ รายงานอีกว่า เป้าหมายการหารือในครั้งนี้ คือสหรัฐต้องการให้จีนออกมาตรการตรวจสอบการนำเข้าสินค้าไปยังเกาหลีเหนืออย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันสินค้าต้องห้ามตามมาตรการคว่ำบาตร หลุดรอดเข้าไปได้ ขณะที่เป้าหมายในระยะยาว กรุงวอชิงตันต้องการให้จีนโน้มน้าวโสมแดงยุติการกระทำที่ยั่วยุ และกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อปลดอาวุธนิวเคลียร์โดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้ จีนนับเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของเกาหลีเหนือ ที่ให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ มาโดยตลอด ส่งผลให้จีนอยู่ในฐานะที่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนพฤติกรรมเชิงคุกคามของเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะในเรื่องโครงการอาวุธนิวเคลียร์ได้
ความเคลื่อนไหวระหว่างจีนและสหรัฐครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี ที่ทวีความตึงเครียดแบบรายวัน ภายหลังเกาหลีเหนือออกแถลงการณ์เตือนสถานทูตต่างๆ ในกรุงเปียงยาง ให้อพยพออกนอกเกาหลีเหนือก่อนกำหนดเส้นตายวันที่ 10 เม.ย. โดยให้เหตุผลว่า อาจไม่สามารถรับรองความปลอดภัยได้ พร้อมสั่งเคลื่อนย้ายขีปนาวุธพิสัยกลาง 2 ลูกไปติดตั้งที่ฐานทัพใต้ดินบริเวณชายแดนตะวันออก ซึ่งมีศักยภาพโจมตีได้ไกลถึงเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และกองทัพสหรัฐบนเกาะกวมทีเดียว
อย่างไรก็ตาม จากรายงานล่าสุดพบว่า เจ้าหน้าที่สถานทูตประเทศต่างๆ ซึ่งหมายรวมถึงอังกฤษ รัสเซีย และสวีเดน ยังยืนยันว่า ในเบื้องต้นยังไม่มีแผนการส่งเจ้าหน้าที่ทางการทูตกลับประเทศแต่อย่างใด โดยให้เหตุผลว่า ไม่เห็นถึงความจำเป็นในการย้ายกลับประเทศ
ท่าทียั่วยุและคำขู่รายวันของรัฐบาลกรุงเปียงยางส่งผลให้ทางการสหรัฐต้องแถลงการณ์ตอบโต้อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด เจย์คาร์นีย์ โฆษกทำเนียบขาว แถลงว่า หากเกิดเหตุการณ์ยิงขีปนาวุธขึ้นจริง ก็จะไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้แก่ทางการสหรัฐเท่าใดนัก เนื่องจากไม่ใช่ครั้งแรกที่โสมแดงทำการทดลองยิงขีปนาวุธ ทว่าล่าสุด กองทัพสหรัฐได้ส่งเครื่องบินสอดแนมไร้พลขับไปประจำการในฐานทัพสหรัฐทางตอนเหนือของญี่ปุ่นแล้ว
สถานการณ์ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีได้สร้างความวิตกกังวลแก่ประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ฟิลเดล คาสโตร อดีตผู้นำคิวบา ซึ่งเป็นชาติพันธมิตรของเกาหลีเหนือ ได้เขียนบทความเรียกร้องให้ผู้นำ คิมจองอึน มีความอดกลั้นและพิจารณาส่วนได้ส่วนเสียที่เกาหลีเหนือจะได้รับจากการก่อสงครามนิวเคลียร์ในครั้งนี้
เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในเกาหลีใต้ ที่ได้รับผลจากความวิตกกังวลความเสี่ยงจากเกาหลีเหนือเช่นกัน โดยดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วง 1.6% เมื่อปิดตลาดวันที่ 5 เม.ย. ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในรอบสัปดาห์ที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 10 เดือนทีเดียว โดยในรอบสัปดาห์นี้หุ้นปรับตัวลงแล้วเกือบ 4%







