
เกิดมารวย(1)
“รวยไม่เกิน 3 รุ่น”() เป็นภาษิตที่สะท้อนถึงแนวคิดเรื่องการสืบทอดทางธุรกิจในหมู่ชาวจีนที่พูดติดปากกันมาช้านาน
“รวยไม่เกิน 3 รุ่น”() เป็นภาษิตที่สะท้อนถึงแนวคิดเรื่องการสืบทอดทางธุรกิจในหมู่ชาวจีนที่พูดติดปากกันมาช้านาน
ถือเป็นความท้าทายของบรรดาทายาทเจ้าสัวรุ่นลูกรุ่นหลานอย่างหนึ่งในการพิสูจน์ว่าความจริงจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ก่อนอื่นเราลองไปดูผลการสำรวจเกี่ยวกับการสืบทอดธุรกิจครอบครัวทั่วโลกของบริษัทที่มีความน่าเชื่อถืออย่าง เจพี มอร์แกน กันว่ามีผลลัพธ์เป็นอย่างไรบ้าง ผลสรุปชี้ให้เห็นว่า ร้อยละ 70 ของธุรกิจครอบครัวไม่สามารถสืบทอดไปสู่รุ่นลูกหลานได้ ในจำนวนนี้ ร้อยละ 88 ไม่สามารถสืบทอดไปสู่ทายาทรุ่นที่ 3 ได้เป็นผลสำเร็จ มีเพียงร้อยละ 3 ของธุรกิจครอบครัวเท่านั้นที่ทายาทรุ่นที่ 4 ยังคงดำเนินกิจการให้คงอยู่ต่อไปได้
คำว่า “ทายาทเจ้าสัว” หรือเรียกกันในภาษาจีนว่า “ฟู่เอ้อร์ไต้” ( แปลตามตัวอักษรว่า “รวยรุ่นที่ 2”) เป็นศัพท์ใหม่ที่บัญญัติขึ้นราวปี ค.ศ. 2007 และเริ่มเป็นจุดสนใจของคนหมู่มากหลังจากที่มีมุมมองในเชิงลบนานัปการ คนเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นพวกเสเพล ทำอะไรตามอำเภอใจ มีพฤติกรรมท้าทายสังคม ขาดความรับผิดชอบ ส่วนภาพลักษณ์ของคนกลุ่มนี้ตามสื่อแขนงต่างๆ คงหนีไม่พ้นนักซิ่งไฟแรง พวกเผาเงิน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังปรากฏให้เห็นทายาทเจ้าสัวที่เป็นแบบอย่างที่ดี พร้อมที่จะขับเคลื่อนธุรกิจมูลค่านับร้อยล้านของครอบครัวให้เจริญก้าวหน้าสืบไป ปัจจุบันความกังขาที่มีต่อคนเหล่านี้ให้น้ำหนักไปที่ความสามารถในการสืบทอดกิจการและพัฒนาให้กิจการมีความรุ่งเรืองว่าจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
หากจะให้คำนิยามคำว่าทายาทเจ้าสัว ก็คงเป็นการใช้เรียกกลุ่มคนที่เกิดในช่วงศตวรรษที่ 80 และเป็นทายาทมรดกร้อยล้านของบรรดานักธุรกิจรุ่นบุกเบิก (ช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา) ช่วงแรกที่มีการบัญญัติศัพท์ดังกล่าวยังไม่มีความหมายในเชิงลบ แต่ในปัจจุบัน หากมีใครถูกเรียกว่าเป็นทายาทเจ้าสัวแล้วละก็ คงไม่ชอบใจเป็นแน่ เพราะมักแฝงไว้ซึ่งความหมายในแง่ลบ เรียกว่าเป็นคำต่อว่าต่อขานที่แยบยลเพราะไม่มีการใช้คำหยาบแต่อย่างใด
รายงานข่าวเกี่ยวกับชีวิตของทายาทเจ้าสัว ซึ่งระบุไว้ว่า เกินกว่า 30 เปอร์เซ็นต์มีบ้าน 2 หลัง (แค่หลังเดียวก็แทบจะตกอยู่ในสภาพทาสเงินผ่อนหลายสิบปีแล้วสำหรับคนทั่วไป) เกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ไม่มีงานทำเป็นชิ้นเป็นอัน และที่น่าตกใจคือ เกินกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ติดการพนัน หลายคนคงอยากรู้ถึงรูปแบบชีวิต การศึกษา การงาน ชีวิตสมรส มูลค่าทางทรัพย์สินที่ถือครอง ฯลฯ ว่ามีความแตกต่างจากครอบครัวธรรมดามากน้อยเพียงใด ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างอาจทำให้รู้จักทายาทเหล่านี้ในแง่มุมที่กว้างขึ้น
ถ้าจะพิจารณาจากอายุแล้วถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีอายุราว 18-35 ปี ในจำนวนนี้ คนที่มีอายุระหว่าง 26-30 ปี มีสัดส่วนสูงมาก คิดเป็นร้อยละ 33.1
ระดับการศึกษาค่อนข้างสูง ร้อยละ 86.2 จบการศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรี และก็ไม่น่าแปลกใจที่มักเป็นนักเรียนนอก วิชาที่เลือกเรียนก็เป็นอะไรที่สามารถปรับใช้กับธุรกิจครอบครัวอันได้แก่ บริหารจัดการ เศรษฐศาสตร์ อะไรทำนองนี้
ข้อน่าสังเกตคือ ร้อยละ 46.4 ของทายาทเจ้าสัว เลือกที่จะบุกเบิกธุรกิจใหม่ของตัวเองมากกว่าการสืบทอดธุรกิจพันล้าน เหตุผลที่คนกลุ่มนี้เลือกเส้นทางดังกล่าวเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยด้วยกัน หลักๆ คงเป็นเรื่องอิทธิพลทางด้านแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่อยากจะแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของตัวเอง สั่งสมประสบการณ์ทางธุรกิจใหม่ๆ และไม่ค่อยสนใจธุรกิจครอบครัวที่เป็นอยู่ ขณะที่ร้อยละ 23.9 อยู่ในภาวะว่างงาน อันเป็นผลจากการศึกษาต่อและกลุ่มที่เลือกเกาะพ่อแม่กินไปวันๆ
ชีวิตสมรสของคนกลุ่มนี้ถือว่าอยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง คิดเป็นร้อยละ 46.4 ในจำนวนนี้มีเพียงร้อยละ 24.7 สามารถเลือกคู่ครองที่ถูกใจด้วยตัวเอง แม้จะเป็นสังคมยุคใหม่ที่ให้อิสระในการเลือกคู่ครองและไม่ได้ถูกคลุมถุงชนเฉกเช่นสังคมจีนยุคโบราณ แต่ความเหมาะสมทางด้านฐานะก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกคู่ครองให้บุตรหลานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมากกว่าร้อยละ 90 เป็นการสมรสของครอบครัวที่มีฐานะทัดเทียมกัน แนวคิดเรื่องการมีสัมพันธ์นอกสมรสก็ค่อนข้างเปิดกว้าง เพราะมากกว่าร้อยละ 44 คิดว่าเป็นปรากฏการณ์ทั่วไปที่เกิดขึ้นในสังคมยุคนี้
ในด้านรสนิยมการบริโภคสินค้า คนกลุ่มนี้คุ้นเคยกับสินค้าแบรนด์เนมเป็นอย่างดี ร้อยละ 74.7 ของกลุ่มตัวอย่างมองว่าสินค้าฟุ่มเฟือยนานาชนิดเป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงฐานะและสถานภาพในสังคม จำเป็นต้องซื้อไว้ประดับบารมี มีส่วนน้อยมากที่คิดว่าแรงจูงใจในการซื้อสินค้าเหล่านี้เกิดจากการเห็นคนรอบข้างใช้กัน การจัดงานปาร์ตี้และท่องเที่ยวถือเป็นกิจกรรม ที่ร้อยละ 66.2 ของกลุ่มตัวอย่างชื่นชอบ ส่วนกิจกรรมที่ทายาทเจ้าสัวชอบเป็นพิเศษคือ การแข่งรถ มากกว่าร้อยละ 36.9 ล้วนมีประสบการณ์ดังกล่าวทั้งสิ้น พวกเขามักเลือกแข่งบนทางด่วนตามเมืองต่างๆ และก็มีจำนวนไม่น้อยที่เล่นพนันขันต่อกันโดยวางเงินไม่ต่ำกว่า 1 ล้านหยวน
คำถามที่ว่า “ทายาทเจ้าสัวจะสืบทอดกิจการต่อจากบุพการีหรือไม่” เป็นสิ่งที่หลายคนอยากทราบคำตอบ ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า ร้อยละ 37.7 ไม่ปรารถนาที่จะสานกิจการต่อ ด้วยคิดว่าธุรกิจของครอบครัวไม่ทันสมัย ที่สำคัญพวกเขามีแนวคิดในการดำเนินธุรกิจแตกต่างจากคนรุ่นพ่อรุ่นแม่อย่างมาก ยากที่ปรับจูนเข้าหากัน
หากพิจารณาจากมุมมองของการสร้างธุรกิจแล้ว คนรวยรุ่นบุกเบิกส่วนใหญ่มักเริ่มต้นจากศูนย์ มีแนวคิดในการดำเนินธุรกิจที่เป็นแบบฉบับของตนเอง จนประสบความสำเร็จ มักใช้นโยบายและบุคลากรที่ตนสรรหาเอง สวมบทบาท “ผู้ปกครอง” ทั้งในครอบครัวและธุรกิจ พวกเขาจึงมักมีพฤติกรรมควบคุมความคิด และโดยมากไม่ค่อยยอมปล่อยให้ลูกๆ ได้สรรค์สร้างและพัฒนาสิ่งใหม่ๆ เท่าใดนัก เมื่อเป็นเช่นนี้ แนวทางในการดำเนินธุรกิจของคนต่างวัยจึงเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง และเป็นที่มาของการไม่สานต่อธุรกิจครอบครัวในที่สุด
อีกอย่างโอกาสที่เปิดให้ทายาทเจ้าสัวได้แสดงฝีไม้ลายมือในการสร้างความมั่งคั่งให้แก่ธุรกิจก็แคบลงทุกที เนื่องจากคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ได้ปูพื้นทางธุรกิจไว้อย่างมีเสถียรภาพแล้ว ในยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การสืบทอดกิจการโดยไม่สรรค์สร้างสิ่งใหม่ๆ ก็เท่ากับย่ำอยู่กับที่หรืออาจถูกมองว่าไร้ความสามารถ พวกเขาจึงมักเลือกที่จะสร้างธุรกิจใหม่ที่เป็นของตัวเอง







